RIP ALEXIS and NIKA
แม้ว่าจะได้หายใจเอาอากาศแห่งโลกภาพยนตร์ร่วมกับคุณไม่กี่ครั้ง มุ่นมวลของบางอย่างอาจจางหายไปจากเบาะเก้าอี้ในโรงหนังในเมืองแห่งนั้น บนโต๊ะอาหารบางค่ำคืนในเมืองแห่งนี้ หลงเหลือเพียงบทสนทนาและตะไคร่ของความทรงจำ
ขอให้พำนักอยู่ในความสวนสงบนิรันดร์
--------------------------------------------------------------------

ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น Pulsatile Mass
documentary+fiction | 40 min | sound | colour
แสดง
ฟลุก/มาช สิปปภาส จำนงค์ภักดี
โน้ต /แดน อชิระ นาคะปรีชา
ปอ /ณู อคีราห์ พิมพ์ภีรธรรม
วิชาติ สมแก้ว
ผู้ช่วยกำกับภาพยนตร์
ธาดา เฮงทรัพย์กูล
บันทึกเสียง/ภาพนิ่ง
ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ
ออกแบบเสียง
ขอขอบคุณเป็นพิเศษ
สันติภาพ อินกองงาม
ย้อนแยงสุนทรียะและเพื่อน
ศุภโมกข์ ศิรารักษ์
ภัควดี วีระภาสพงษ์
นนทวัฒน์ นำเบญจพล
ร้านเล่า เชียงใหม่
ร้านฮาเทหน้า
โดยแรงบันดาลใจจากนวนิยาย
ขอความรักบ้างได้ไหม โดย พิบูลศักดิ์ ละครพล
screen play
จากเรื่องสั้น ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น
ภาพยนตร์โดย
นฆ ปักษนาวิน
---








ขอขอบคุณทุกคนมากๆครับ




ภาพโดยปาล์ม นิล โจ๊ก
-----------
บันทึก
ผมทำหนังเรื่องนี้ด้วยความสุขมากครับ หนึ่งในนั้นคือการได้ไปเชียงใหม่ เชียงใหม่ในนิยายสั้นๆ เรื่องขอความรักบ้างได้ไหม
คือทุ่งหญ้าบนภุเขาแห่งฤดูที่ท้องฟ้ามีสีฟ้าสด ใบไม้ผลัดใบ และเมฆลอยล่องอยู่บนนั้น มันเป็นเชียงใหม่ในเชิงเปรียบเทียบ
ซึ่งผมมักมองเห็นในยามหลับตา แหงนหน้าขึ้นไปที่ดอยสุเทพ มีโรงนาในจินตภาพ มาช แดน และณู มีชีวิตอยู่ที่นั่น
ด้วยความรักและความเศร้าสร้อย โมงยามซึ้งสุขและบางสิ่งที่หนักหน่วงในอก
มีสามสิ่งที่อยู่ในหัว ขณะผมคิดถึงหนังเรื่องนี้ก่อนที่จะได้ลงมือทำ คือ ผมต้องไปเชียงใหม่ ค้นหามาช แดน และณูซึ่งอยู่ในใจผมมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน สองคือ เรื่องสั้นประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น เรื่องสั้นๆเรื่องนี้วนเวียนอยู่ในหัวและมันคงอยากจะเล่าเรื่องของมันต่อ มันคบไม่อยากให้ผมจบมันลงด้วยความยาวเพียงสองหน้า แต่ผมหลงรักกระบวนการเขียนมัน ตอนที่เขียนผมลองหยิบยืมวิธี autonomic writing ของกลุ่มเซอเรียลลิสต์มาใช้ (ต้องขอบคุณ underground buleteen,ไทกิ,และ Filmsick) และหลงรักกระบวนการนั้นช่วงขณะนั้นเกินกว่าที่จะกลับไปแก้ไขหรือเขียนต่อไปให้มันคลี่คลาย และสามคือ รู้ว่าคุณภัควดี วีระภาษพงษ์ (ส่วนที่เป็นสัมภาษณ์ในหนังครึ่งแรก) อยู่ที่เชียงใหม่ และการได้ถือโอกาสทำหนัง(การเมือง?) ไปด้วย ได้ไปคุยกับคุณภัควดีด้วย นั่นมันเป็น ideal สุดๆแล้วครับ สำหรับผม
ผมลองแบ่งโครงสร้างของหนังออกเป็นสองภาค (ตอนแรกหารู้ไม่ว่าเค้าจำกัดความยาวแค่ 15 นาที) ส่วนแรกเป็นสารคดีสัมภาษณ์คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ประเด็นเรื่อง การเมืองฉายภาพอนาคต (Prefigurative Politics) และส่วนในภาคหลังจะทำโดยการดัดแปลงเรื่องสั้นของผมเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางตอนของนวนิยาย “ขอความรักบ้างได้ไหม”
อาจเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีคนแสดงเรื่องแรกของผม เนื่องจากสำหรับหนังเรื่องนี้ผมทั้งใจทดลองในทุกๆกระบวนการณ์ ( ในตอนหลังผมพบว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากที่สิ่งที่คุณภควดีพูดถึงเกี่ยวกับการเมืองฉายภาพอนาคตก็คือ การให้ความสำคัญกับกระบวนการที่นำไปสู่เป้าหมาย) ดังนั้น การทดลองแรกของผมคือ การไม่ casting นักแสดง ตั้งแต่ผมตัดสินใจถ่ายเรื่องนี้ที่เชียงใหม่ ผมโทรไปชวนวิชาติ สมแก้ว (โจ๊ก) ที่พักหลังนี้ไปไปมามาเชียงใหม่บ่อยๆ มาช่วยทำหนังเรื่องนี้ด้วย ยกหน้าที่หานักแสดง ผู้ชายสองคน ผู้หญิงหนึ่งคน ให้โจ๊ก โจ๊กเลยชวนน้องๆ ถาปัด ลาดกระบัง
ที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ มาช่วยแสดง ผมไม่ได้เจอนักแสดงหรือกระทั่งเห็นรูปถ่ายจนเมื่อไปถึงเชียงใหม่ นัดดื่มกันที่ร้านฮาเทหน้า ของพี่จั้ง ( แห่งย้อนแยงสุนทรียะและสหาย) และนัดถ่ายกันในวันรุ่งขึ้น โดยที่วันนั้นนักแสดงยังไม่มีบทอยู่ในมือ! (วันไหนๆก็ไม่มีครับ ฮา)
สาเหตุจากทีีเราไม่ได้เจอนักแสดงมาก่อน ถึงตอนนี้ ผมคิดว่ามันสำคัญกับหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมได้พูดคุยกับพวกเขา
นักแสดงชายคนหนึ่งเป็นแฟนกับนักแสดงหญิงในชีวิตจริง และทั้งสามคนเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน พวกเขาเคยทำวงดนตรีและมีความฝัน
ผมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดบางอย่างของพวกเขา ความรักที่ระหองระแหง ความฝันที่ไม่เป็นจริง และตัดสินใจใส่เรื่องราวเหล่านี้ลงไปในหนัง (โดยไม่สนใจเนื้อเรื่องที่เตรียมมา) ส่วนหนึ่งเพราะอยากบันทึกความทรงจำนี้ลงไปในหนัง และส่วนหนึ่งเกิดจาก ผมกำกับนักแสดงไม่เป็น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือให้พวกเขาเล่นเป็นตัวเอง จากจุดเชื่อมเดียวที่มี (อย่างบังเอิญและมหัศจรรย์) ระหว่างความจริงของพวกเขาและเรื่องสั้นของผมก็คือ พวกเขาเคยทำวงดนตรี เวลาให้พวกเขาเล่นแล้วพวกเขาเล่นไม่ได้ ผมจะสัมภาษณ์พวกเขาก่อนแลัวให้พวกเขาแสดงซำ้อีกที ตอนตัดต่อผมชอบความสัมพันธ์ของเพื่อนสองคนนี้มาก เลยตัดสินใจเอาฟุตเตจสัมภาษณ์มาใส่ในหนังด้วย
ที่ร้านฮาเทหน้า (เด็ดเป็นคนพาไปนั่งคุยกับพี่ๆ เค้า) ผมได้เจอพี่เจ สันติภาพ อินกองงาม ( พวกเราทำให้พี่เจ ตกรถไฟไปเชียงใหม่ และมันทำให้เราได้ถ่ายฉากจบที่บ้านของพี่เจ ฉากจบนี้เราถ่ายกันเป็นซีนแรกครับ) ระหว่างที่รอโจ๊กขึ้นมาจากกรุงเทพ (โจ๊กตามมาทีหลัง) ผมกับปาล์ม ธาดา เฮงทรัพย์กูลขึ้นมาเมากันก่อน (เมาจริงๆ นอนตีสี่ทุกคืน ตั้งแต่ในตู้เสบียงจนถึงมาถึงเชียงใหม่ สามสี่วันก่อนถ่าย) ปาล์มเรียนถ่ายภาพอยู่ปีสาม และได้พบกับพี่กรกฤช ที่ร้านพี่จั๋งด้วย
(ปาล์มมันคลั่งไคล้พี่กรกรชมากถึงขนาดเอาขวดเหล้าที่มีลายมือของพี่เค้าเขียนอยู่กลับมาด้วย!)
พี่เจพาไปเยี่ยมเพื่อนศิลปินที่ทำบ้านพักในศิลปินมาพำนักและทำงานศิลปะ (คำเปิง) ชื่อพี่อ๋อง โดยไม่รู้ว่าในคืนสุดท้ายที่เราถ่ายกัน ฝนตกลงมาตลอด ไปถ่ายในป่าไม่ได้ เลยต้องมาใช้พื้นที่ของคำเปิงถ่ายแทน ลองดูความมหัศจรรย์ของความเชื่อมโยงสิครับ ถ้าเด็ดไม่พาไปร้านฮาเทหน้า หนังเรื่องนี้คงได้ถ่ายกันที่อื่นและด้วยอารมณ์ของสถานที่ หนังคงจะเปลี่ยนไปจากนี้เยอะทีเดียว
วันที่ถ่ายคือวันที่นักแสดงว่างตรงกัน (ไม่ใช่คิวแสดงนะ พวกเขาต้องทำงานกันนี่ครับ) ก่อนนักแสดงว่าง เราสามคน ผม โจ๊ก และปาล์ม ตระเวนไปเรื่อยๆ เพื่อหาสถานที่ถ่ายทำ พี่โจ้ใจดีมากๆ พี่โจ้บอกให้เราทำตารางใช้รถไปให้ดู จะให้ยืมรถยนตร์ใช้ (ถึงตอนนี้พี่โจ้คงรู้แล้วว่าที่เราไม่ได้รบกวนพี่โจ้ เพราะเราไม่มีแผนกันหนะซิครับ ฮา ) เที่ยวไปด้วย กินไปด้วย สนุกมากๆ เขื่อนแม่กวง ดอยสะเก็ด สะเมิง ขณะกำลังเดินทาง ดอยที่เห็นอยู่ไกลๆ กับท้องฟ้าที่อึมครึมอยู่เสมอๆ ทำให้ผมคิดอยู่ในใจตลอดว่าถ้ามีโอกาส จะขอทำหนังยาวๆเรื่องขอความรักบ้างได้ไหม แบบจริงๆ สักครั้งนึง (ไม่ใช่ดัดแปลงเป็นหนังแบบนี้) สุดท้ายโลเกชันที่ไปหามาก็ไมได้ถ่ายหรอกครับ แต่มันสำคัญตรงที่มันทำให้ผมเห็นภาพในหนังได้ชัดขึ้นว่า บรรยากาศควรจะเป็นตัวแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน
สำหรับผมหนังเรื่องนี้กอรปขึ้นด้วยจุดเป็นจำนวนมาก มีเส้นตรงหนึ่งเส้นคอยลากจุดเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เมื่อลากผ่านจุดหนึ่ง จุดนั้นจะบอกว่าผมควรลากเส้นนั้นไปที่จุดไหนต่อ เรื่องราวระหว่างจุดที่เราได้กรายใกล้มัน ได้กำหนดทางเดินให้เราไปหาจุดต่อไป