as-Diary

2012/Nov/25

เพื่อนคนหนึ่งพูดว่า สมัยเราเขียน exteen ดี๊ดีเนอะ ... คิดถึง

2009/Sep/12

L

 

 

 

  

 

ชื่อเล่น L ครับ  

ชื่อตามตัวละครเรื่อง death note   (สีขาว ขอบตาดำ)

วันจดทะเบียน  1 พฤษภาคม 2511 เลขทะเบียน  ขฉ 4945

ประเภทรถยนต์นั่งไปเกิน 7 คน 

สีขาวดำ  เลขตัวรถ  01 0018-34  เลขเครื่องยนต์ 12A2DJ35322748

เครื่องยนต์เบนซิน   จำนวน  4 สูบ  1275  ซีซี   2 เพลา 4 ล้อ ยาง 4 เส้น  นำ้หนักรถ 650   Kg  

 

แอลมีอายุ 41 ปี  (มินิฉลอง 50 ปี ในปีนี้ครับ 2009) 

 เปลี่ยนเครื่องเป็น   Rover  1275 cc   ( ปี 1995 )

แอร์เย็นมาก  

แผ่นที่ชอบเปิดฟังในแอล     M  WARD   กับ  ทูล ทองใจ   

M WARD เปิดให้แอลเข้าใจโลกปัจจุบัน  

ส่วน ทูล เปิดให้แอลฟัง   เผื่อมันจะคิดถึงอดีต...

 

จอดเป็นประจำที่ร้านหนัง(สือ) ๒๕๒๑  ภูเก็ต

เคยเป็นแบบถ่ายรูปให้แก่นักท่องเที่ยว

ที่มาเดินเล่นชมบรรยากาศแบบชิโนโปรตุกิส แถวถนนถลาง   

ตลอด  4  ปีที่ผ่านมา

ถ้าเก็บตังค์ค่าถ่ายนี่เจ้าแอลมีตังกินน้ำมันจนพุงกางเหลือเฟือแน่ๆครับ

 (กินแบบท่าหยิบโหย่งซะด้วย) 

 

 

 

 

 

 

2009/Jul/26

ฝากขายของครับ

bookvirus 03 กาจับโลง 

เรื่องสั้นแปล

 

ออกแบบปก นฆ ปักษนาวิน

ภาพปก ภีม อุมารี 

---- 

ผมช่วยออกแบบปก ที่ใช้จริงๆคือปกสีแดงครับ

ขอบคุณ ภีม dadadim.exteen.com ช่วยวาดเส้นอีกาครับ  

 ------

ก า จั บ โ ล ง

Bookvirus
ฟุ้ง 03
(กรกฎาคม 2552)

ราคา 99 บาท มีจำนวนจำกัด

ห่างหายไปพักใหญ่ บุ๊คไวรัสกลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง !!!!!

หนังสือน้องใหม่ล่าสุดของฟิล์มไวรัส ทำไมต้องเป็น “กาจับโลง” ก็เพราะมันออกแนวหลอนๆ สะกิดระทึกขวัญหน่อยๆ คลุกเคล้าด้วยละอองความแปลกประหลาด จากสองเรื่องสั้นแปลจากนักเขียนระดับโลกอย่าง ซาเดก เฮดายัต “เลือดสามหยาด” เจ้าของผลงาน “ฝันสีดำ” ที่ได้ชื่อว่าประหลาดที่สุดในโลก เรื่องนี้จะให้คนอื่นแปลไม่ได้เด็ดขาด ต้องเป็นคนนี้คนเดียวเท่านั้นที่จะเข้าถึงอรรถรส เขาคนนั้นก็คือ แดนอรัญ แสงทอง


และอีกหนึ่งนักเขียนแดนยูโกสลาเวีย ดานิโล คิช “สารานุกรมชีวิตผู้ตาย” เพียงแค่ชื่อก็ท้าทายสายตา งานเขาแปลกยิ่งกว่า แปลกจนไม่รู้จะพูดอย่างไรได้ถูกต้อง คุณต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วล่ะ แปลโดย ธิติยา ชีรานนท์

จำหน่ายวันแรก หน้างาน Lav Diaz (Death in the Land of Melancholia : Lav Diz Retrospective in Thailand) วันที่ 31 ก. ค. และ 1 ส.ค. ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และในวันที่ 2 ส.ค. ที่ Bangkok Code (สถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์)

และจำหน่ายที่ร้านคิโนคูนิยะ สาขาพารากอน และสาขาอิเซตัน 

อักษรสีเทาข้างบน คัดมาจากบลอก ninamori.blogspot.com  

2009/Jul/23

 

ลับแล,แก่งคอย  นวนิยายของอุทิศ เหมะมูล ได้ซีไรต์ไปเรียบร้อยแล้วในใจของผม

ตอนที่นิยายเรื่องนี้ออกใหม่ๆ นับว่าหายากมากในภูเก็ต แล้วในที่สุดผมก็เจอที่ร้านหนังสือที่ vanilla garden ที่เมืองบางกอกโน่นเชียว อ่านบทแรกในโรงแรม  อ่านบทที่สองบนรถไฟ  แล้วก็ค้างเอาไว้ เมื่อรถไฟไปถึงเชียงใหม่ หลังจากนั้นก็วุ่นวายจนกลับมาภูเก็ตแล้วจึงได้อ่านต่อ

แล้วผมก็อ่านต่อจนรวดเดียวจบ ความสนุกตื่นเต้น(ในแบบของผม)เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมาถึงหน้าสุดท้ายก็พบว่านวนิยายเรื่องนี้ได้เอาหัวใจผมไปแล้ว

เรื่องย่อ 

เด็กชายคนหนึ่งถูกแม่กับพ่อบุญธรรมนำไปที่วัด  พวกเขาคิดว่าเหตุที่เด็กชายมีนิสัยผิดแปลก  เพราะถูกผีเข้า  เพื่อฝากให้พระช่วยดูแลปัดเป่าเหตุร้ายทั้งมวลออกไปจากตัวเด็กชาย  หลังจากนั้นเรื่องเล่าทั้งหลายจะเกิดขึ้นผ่านถ้อยคำบอกเล่าของเด็กชาย  (และมีการป้องปากพูดคุยกับคนอ่านเป็นระยะๆ)  

เรื่องเล่าของเด็กชายย้อนไปยังอดีตรุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อรุ่นแม่  เรื่อยมาจนคนรุ่นเขาเกิดขึ้น  มาถึงปี2535 (ปีที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬขึ้น) เด็กชายเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นพอดี

นวนิยายแบ่งเรื่องเล่าออกเป็นห้าภาค  จากภาคแรก กำเนิดจากเรื่องเล่า/ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง/ในป่าหิมพานต์/ฌาปนกิจความจริง/เถ้าอังคารของความลวง

ต้องบอกด้วยว่าในภาคแรกๆ  กำเนิดจากเรื่องเล่า-ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง ผมอาจจะค่อนข้างมีปัญหากับการเล่าเรื่องนิดนึง ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แต่ว่าไม่ชินมากกว่า ในภาคแรกๆ จะมีการใช้ภาษาที่ดูค่อนข้างห่างไกลจากตัวเรื่องเล่าในภาคต่อๆมาไปนิดนึง   มีการใช้ภาษาแบบเรียงความอยู่เป็นระยะๆ  

แต่พอพ้นจากนี้ไปแล้ว ในภาคที่สาม นวนิยายเรื่องนี้ก็ดึงดูดผมให้ติดกับดักของเรื่องเล่าได้อย่างลึกซึ้ง ลึกซึ้งและใจสลาย  ยิ่งตอนท้ายๆ ผู้เขียนให้เค้าลางกับเงื่อนงำ (ต้องใช้คำนี้ครับ คือ ทั้งมีเงื่อนงำที่อาจเป็นกูญแจ พาผู้อ่านคาดเดาไปยังจุดจบ กับทั้งให้เค้าลาง ของความอับอายและความเสื่อมของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของตัวละครเด็กชายเป็นอย่างดี) 

การที่ผู้เขียนใช้วงเล็บเพื่อป้องปากพูดคุยกับคนดูเป็นระยะๆ ทำให้เราค่อนข้างผูกพันกับตัวละครคนนี้มากเป็นพิเศษ (แหงหละ  บวกกับในเมื่อเขาเป็นเจ้าของเรื่องเล่านี่นา)  

เสน่ห์ของเรื่องนี้อาจจะอยู่ตรงนี้ครับ คือในเมื่อเด็กชายทำให้เรารู้สึกร่วมเอาใจไปกับเขาแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำให้เราพึงใจมากหรอกครับ เขากลับไปเล่าเรื่องพี่ชายของเขาจนเรารู้สึกอินและบางครั้งก็นอกใจไปเชียร์พี่ชายที่ชื่อแก่งคอยของเขา  แต่พอสุดท้ายแล้วเด็กชายก็ทำเรื่องบางอย่างจนเรารู้สึกจงชังจงแค้นการกระทำของเขาเสียเหลือเกิน  แล้วเรื่องเล่าก็พลิกไปจนความลึกซึ้งใจสลายเกิดขึ้นในตัวเราอีกระลอก  หลังจากจุดพลิกผันอ่อนแรงไปลแ้ว (หลังจากนี้เล่าไม่ได้แล้วครับ มันจะสปอยด์  ใครอ่านจบแล้วก็คงรู้นะครับว่ามันเป็นยังไง 

เราถูกเรื่องเล่าโบยตี และเราก็อยากให้มันโบยตีอีกครั้งเพราะมันยังไม่สาแกใจ (เหมือนนางเอกเรื่องจำเลยรักเลยครับ 55)  แล้วเรื่องเล่าก็ให้เราสุขสมได้อีกครั้ง

 ความดีอีกอย่างก็คือ การใช้ความเปรียบของเขาครับ เห็นได้ชัดในภาคสามภาคสี่ที่เรื่องเล่าไม่ได้ "เล่าความจริง"แบบภาคหนึ่งภาคสองแล้ว แต่การใช้ความเปรียบของเรื่องเล่าในภาคนี้ ได้ "สร้างความจริง" ขึ้นมา  ตัวภาษาของผู้เขียนในภาคนี้นั้น ไม่ได้ใช้เพื่อรองรับการเล่า"ความจริง" แต่ได้ใช้เพื่อการสร้างความจริงขึ้นมาใหม่  ตรงนี้แหละครับ ผู้เขียนเหมือนเป็นพระเจ้าที่คอยบงการให้สรรพสิ่งเกิดขึ้นและสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอธิบายได้ด้วยภาษาของพระเจ้าเท่านั้น  ผมอาจจะยกตัวอย่างหน่อยนะครับ 

การละเล่นประหลาดเปิดเผยตัวมันอย่างหมดเปลือกแล้ว ภูตผีสองตนในป่าร้างชื้นเย็น  อุบัติเหตุหนึ่งของการหายใจออกเพียงเฮือกเดียวกำเนิดขึ้น ....  

 ...ผมเหมือนเดินทางอยู่ในป่าหิมพานต์ ลอบมองเทพารักษ์สององค์อาศัยจังหวะลับตาคนออกมาร่ายรำ  สิ่งที่เห็นไม่ใช่กิจของมนุษย์ควรกระทำ เป็นเรื่องของภูตผีหรือไม่ก็เทวดา เพราะพวกนั้นไม่มีเพศ

.. 

แล้วก็มีอีกหลายตอนนะครับ ที่ผู้เขียนดึงความรู้สึกตะลึงพรึงเพริดของผู้อ่านออกมาได้ ด้วยการใช้ความเปรียบแบบ "พระเจ้าแห่งความเปรียบ"   แบบนี้ เขียนได้ยังไงพี่  (ผมอยากกราบที่ตักซักทีจริงๆ)

สิ่งที่อาจทำให้เห็นชัดว่าผู้เขียนมีอำนวจเหนือต่อเรื่องเล่าของเขาเพียงใด (หรือพูดใหม่ว่า เรื่องเล่าของเขาไม่สยบยอมต่อความจริงได้อย่างไร)  สังเกตให้จาก การใช้ภาษาพูดของตัวละคร แม่(พิทย์) สังเกตดูเถอะครับ ว่ามีบางตอนผู้เขียนให้แม่พูดภาษาอีสาน กับบางตอนที่แม่เปลี่ยนมาพูดภาษากลาง  (ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญมาก) สำหรับบางคนอาจคิดว่านี่ไม่สมจริง แต่ตรงนี้แหละครับ ที่ชี้ว่า อำนาจในการเข้าถึงความจริง ไม่ใช่อยู่ที่การเข้าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตามเนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่่ตัวผู้เขียนต่างหาก และความสมจริงในโลกของภาษาและเรื่องเล่าในเรื่องนี้กำเนิดขึ้นมาจากจุดนี้ครับ 

 

นวนิยายหนาเกือบห้าร้อยหน้า ผมคงอธิบายความดีของมันได้ไม่ละเอียดถี่ถ้วน นอกจากชี้ชวนให้คุณๆหามาอ่านกันนะครับ 

ถ้าให้สรุปสั้นๆก็อย่างที่บอกครับ

 นวนิยายเรื่องนี้ได้เอาหัวใจผมไปแล้ว


 

2009/Jun/06


 
 
 
 
 
 
 
ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าผมเป็นคนตอแหลอย่างร้ายกาจ
 
 
 
 
 
(ยังดีที่เหลือโลกในขอบเขตอันจำกัดที่เรียกว่าศิลปะเท่านั้น
ที่การประนีประนอมยังถือเป็นบาปส่วนตัวของผม)