Doccumentary-Essay

-- คนเรามักมีความทรงจำอะไรบางอย่าง อยู่เบี้องหลังความหหมายของคำนามอะไรสักอย่าง
มันไม่มีความหมายอยู่ในพจนานุกรม แต่มันมักมีความหมายต่อเรา
ความทรงจำแรกของ หาดใหญ่ ผมนึกถึงหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ซึ่งถ้าเทียบกับนิยายบางเล่ม มันไม่ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด
แต่ระหว่างบรรทัดของมัน เคยช่วยให้เด็กคนหนึ่ง เรียนรู้บางแง่มุมของชีวิตเมื่อสิบกว่าปีก่อน
เวลาในขวดแก้ว คือนิยายเล่มนั้น และความทรงจำแรกที่ผมนึกถึงหาดใหญ่
นัท ไปหาดใหญ่เป็นเพื่อนแม่ของเขา บางฉากที่หาดใหญ่ฝนตก แม่ของเขาไปหาอดีตคนรักของลุงอมร พ่อเลี้ยงของเขา
นัทเคยฟังเพลง โน เรน ฟอล อิน แคลิฟอร์เนีย ไม่มีฝนเลยที่แคลิฟอร์เนีย เขาเลยเขียนล้อเล่นกับชื่อพลงและชีวิตของเขา
ในบันทึกว่า ฝนตกที่หาดใหญ่
สุดสัปดาห์ ผมไปหาดใหญ่อีกครั้ง และครั้งนี้ฝนตก
กลิ่นควันระเบิดยังไม่จางจากเมือง และสายฝนทำให้เมืองเปียกแฉะในบางวัน แต่ผู้คนที่หาดใหญ่ก็มีชีวิตอยู่ต่อไป
เหมือนที่เคยเป็นมา และจะเป็นในวันต่อๆไป
โรงแรมในตัวเมืองหาดใหญ่เกือบเต็มทุกที่ตลอดสุดสัปดาห์ - งานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำให้เมืองหาดใหญ่คึกคักไปด้วยผู้คน
น้องชายผมจองโรงแรมในตัวเมืองเอาไว้ ไม่น่าเชื่อละแวกโรงแรมคล้ายบางฉากในนิยายเล่มนั้น
-เต็มไปด้วยร้านอาหารเก่าแก่ พ่อครัวท่าทางเก่าแก่ในครัวอันเก่าคร่ำ และเป็นความหลากหลายอย่างยิ่งบนถนนสายเล็กๆ
ร้านเป็ดย่าง ติ่มซำ (ที่หาดใหญ่เรียก แตเตี้ยม) บะหมี่ โรตีแกงแพะ ข้าวหมกไก่ ร้านที่ขึ้นป้ายว่ามีชื่อเสียงมาจากเบตง
ที่หาดใหญ่มีทั้งคนเชื้อสายจีน และชาวมุสลิม เมื่อผมไปหาดใหญ่ครั้งแรก ที่ตลาดเก่าแก่ ผมพบกับแม่ค้ามุสลิม แต่งตัวอย่าง
ที่ผมไม่เคยเห็น - นุ่งชุดคลุมสีดำปิดหน้า พูดด้วยภาษากลางสลับกับมลายู เป็นครั้งแรกที่เด็กคนหนึ่งพบปะกับคนที่มาจาก
ทางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ผมจำได้ว่า วันนั้นผมซื้อผลไม้แปลกๆจากเธอ ลองชิม และพบว่ามันมีรสหวาน
ฝนยังคงตกที่หาดใหญ่ แต่มันไม่ได้ทำให้เราอึดอัดชื้นแฉะเสมอไป บางขณะเรารู้สึกชื่นเย็น

ในมหาวิทยาลัย เต็มไปด้วยทหารแต่งชุดพราง ถือปืนเอ็มสิบหก ยืนอยู่รายรอบ ผมเห็นบัณฑิตหลายคนขอถ่ายรูป
คู่กับทหาร มันคงจะกลายเป็นความทรงจำของเขาในเวลาต่อมา งานรับปริญญา หลายเดือนหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดภาคใต้
หนึ่งสัปดาห์หลังการวางระเบิดห้างที่หาดใหญ่
และสองสามวันหลังรัฐประหารที่กรุงเทพฯ
สำหรับคนที่มาจากเมืองอื่น ไกลจากหาดใหญ่ รับรู้แต่ข่าวสารทางทีวี คงได้ความทรงจำแบบอื่นๆกลับไป- มีทหาร แล้วก็มี
ชาวมุสลิมที่เป็นพ่อแม่พี่น้องของบัณฑิตเต็มไปหมด
แม่พาหมาของแม่ไปด้วย หมาที่น้องชายหาไปให้แม่กับพ่อ เลี้ยงไว้แก้เหงา มันเป็นหมาตัวเล็ก พันธ์ปอมฯ ขนฟู
ผมอยากจะเชื่อว่ามันเป็นหมาพันธ์แมว
หลังเที่ยงหน้าร้านอาหาร ผมอุ้มหมาของแม่ไว้กับตัก ทุกคนมองมันอย่างรักใคร่ แวบหนึ่งผมเห็นชาวอิสลามสูงอายุเดินผ่านมา
แต่งตัวด้วยชุดขาวยาว สวมหมวกสะปีเยาะญ์ ในใจระลึกได้ว่าชาวมุสลิมไม่ใคร่ชอบหมา ด้วยข้อห้ามทางศาสนา ด้วยความเกรงใจ
ผมรีบเอาเป้บังหมาเอาไว้ เขากำลังจะไปกินอาหาร และการได้เห็นหมาก่อนกินอาหาร คงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา ผมคิดในใจ
ตอนบ่าย น้องชายเข้าหอประชุม เตรียมตัวรับปริญญา พ่อแม่เละญาติๆ เตรียมตัวกลับไปพักที่โรงแรม
หลังจากการถ่ายรูปตั้งแต่ตอนเช้าตรู่
ลานจอดรถเต็มไปด้วยนรถยนต์หลากหลายป้ายทะเบียน มีทั้งเหนือสุด และใต้สุดของประเทศ ในตอนนั้นรถจำนวนมากกำลังทยอย
ขับออกไปจากลานจอด มีรถหลายคันจอดขวางรถคันอื่น การรอคอย ทำให้หลายๆคนเครียด
รถของเราจอดอยู่ใกล้ๆกับรถของลุงชาวมุสลิม หมาของแม่วิ่งเล่นอยู่หลังรถ
บางครั้งมันเห่าเสียงดัง ผมรู้สึกเกรงใจผู้คนรอบข้าง - ทำให้บรรยากาศที่น่าอึดอัดแย่เข้าไปใหญ่
และผมจำได้ดีถึงวินาทีนั้น - และมันคงเป็นความทรงจำของผมต่อไป
ชายกลางคนมุสลิมเดินเข้ามาหาพ่อที่กำลังอุ้มหมา และพูดกับเราอีกหลายประโยค
แม้ไม่ได้แตะต้องตัวหมา แต่สายตาของเขาก็มองมันอย่างรักใคร่ -ถามพ่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขายิ้ม และเรายิ้ม

......
ฝนยังคงตกที่หาดใหญ่ แต่มันไม่ได้ทำให้เราอึดอัดเสมอไป บางขณะเรารู้สึกชื่นเย็น

เมื่อเรา(แสร้ง)หลับในคืนปฏิวัติ

--hey Jude! (dont) let it be

 

มีโอกาสได้ดูละครที่เทศกาลละครกรุงเทพช่วงปลายเทศกาลแล้ว
มีเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจไปดูคือเรื่อง เมื่อผมหลับในคืนปฏิวัติ
When I slept over the night of the revolution โดยเครือข่ายหน้ากากเปลือย เล่นที่ร้านเฮมลอค ถนนพระอาทิตย์ ผมดูละครเรื่องนี้ด้วยความสุขมากๆ เพราะ มันคือ play within a play within a play

เฮมเลทฉบับเดิม คือเจ้าชายที่แสร้งวิกลจริต เนื่องจากการตายโดยฉับพลันของบิดาซึ่งเป็นกษัตริย์ ซ้ำราชินีผู้เป็นแม่ยังแต่งงานกับอาผู้ซึ่งสถาปนาตัวเองเป็นกษัติรย์ในทันทีทันใด
และเฮมเลทสงสัยว่าอาของเขานั่นเองที่เป็นผู้สังหารบิดา

เมื่อผมหลับในคืนปฎิวัติ--เปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความ หาความเชื่อมโยงละครกับการใช้ชีวิตประจำวันในการเมืองแบบไทยๆ ไปได้ต่างๆ นานา แต่ที่ผมสนใจคือประเด็นที่ว่า
บางครั้งความเป็นมนุษย์-สำนึกความเห็นแก่ตัวแบบรวมหมู่ของเรานั่นแหละบังคับให้เราทำสิ่งผิด หรือยอมให้สิ่งผิดเกิดขึ้น

 

ละครเรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยฉากเด็กมอปลายคนหนึ่งกำลังซ้อมคีบอร์ดเพลงบีเทิ้ล ในคืนปฏิวัติที่เราหลายคนเพิกเฉยให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น -- บางคนอาจวุ่นวายอยู่ในโลกส่วนตัว
หรือกระทั่งบางคนก็ไม่รู้เลยว่ามันเลวร้าย เมื่อเด็กหนุ่มหลับไหล เฮมเลทและตัวละครทั้งหลายจึงปรากฎในห้วงฝันเซอร์เรียล ฉากแรกนั้นคือการเฉลิมฉลอง--คลอเดียสกษัตริย์องค์ใหม่ผู้เป็นอาของเฮมเลทสถาปนาตัวเองเป็นผู้ปกครองประเทศ ค่ำคืนเดียวกันที่เกิดปฏิวัติในประเทศไทย การปฏิวัติที่เราต่างเฉลิมฉลองให้ เหมือนเราทุกคนเป็นราชินีเกอร์ทรูดแม่ของแฮมเลท ที่ยอมสมรสกับอำนาจ เหมือนเหล่าเสนา-ประชาชนที่มาในงานเฉลิมฉลอง คืนที่เราต่างเแสร้งทำเป็นหลับ แล้วก็คิดว่า เมื่อตื่นขึ้นปัญหาทุกอย่างจะหมดไป โดยไม่สนใจว่าคลอเดียสนั้นใช้วิธีใดเพื่อให้ได้อำนาจ

ตัวคลอเดียสนั้นไม่สำนึกด้วยซ้ำว่ามันไม่ชอบธรรม

แล้วเราจะไว้ใจใครได้อีกในสังคมแบบนั้น เฮมเลทก็เช่นกัน

ความกราดเกรี้ยว ผิดหวัง ความดีงามและความถูกต้องชอบธรรม เรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวม-สติของเฮมเลทถูกแกว่งไกวไปมาด้วยความรู้สึกเหล่านั้น
เพื่อต่อสู้กับความไม่ชอบธรรม ในสถานการณ์ที่เขาไว้ใจใครไม่ได้ เขาจึงทำละครขึ้นมา เพื่อหาตัวฆาตกร
!

ในที่สุดคลอเดียสได้ดูแล้วก็รู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี

ละครดำเนินไป นักแสดงทุกคนเล่นอย่างจริงจังจนเหงื่อไหลชุ่มโชก เพลงของบีเทิ้ลหลายเพลงถูกแทรกเข้ามาเป็นทั้งการผ่อนคลายเนิ้อหาและการสร้างอารมณ์ความรู้สึกให้กับคนดู

มีความสุขมากๆ ครับ

สิ่งที่ผมชอบมากๆ คือ

1 ในบรรยากาศเหนือจริงแบบฝันๆ การเล่นที่ชั้นบนของร้านเฮมลอคซึ่งมีพื้นที่จำกัดทำให้เราใกล้ชิดตัวละครมาก ตัวละครเดินเข้าฉากจากด้านหลังเรา เหมือนโผล่เข้ามาในความฝันของเราเอง และเราก็กลายเป็นตัวละครไปด้วย
ประกอบกับการแสดงของนักแสดง ละครเรื่องนี้ทำให้ผมขนลุกหลายครั้งมาก ใครบางคนบอกว่าละครเรื่องนี้ต้องการเวทีกว้างๆ แต่ผมว่าข้อจำกัดนี้เป็นบวกมากที่ร้านเฮมลอค

2.เพลงของบีเติ้ล เราจะต้องฮัมเพลงในใจพร้อมกับๆ กับตัวละครตลอด

3.พูดเรื่องการเมืองไทยได้อย่างคมคาย คำถามที่มีต่อคนดู ก็คือ ท่ามกลางสถาณการณ์วุ่นวายสับสน และผู้คนรายรอบต่างสมยอมให้กับอำนาจ ทางเดียวที่เฮมเลททำได้คือทำละครขึ้นมาเพื่อให้คลอเดียสรู้สึกผิด มันคือละครซ้อนละคร
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยยุคปฏิวัติ 2549 ผู้คนรายรอบต่างสมยอมให้กับอำนาจ หน้ากากเปลือยจึงทำละครเรื่องนี้ขึ้นมาสำหรับตอบแทนความรู้สึกผิดของใคร
?

ผมเคยอ่านข้อเขียนแนวมนุษย์วิทยาเรื่องหนึ่ง ย้อนไปหลายสิบปีนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษเข้าไปทำวิจัยในหมู่บ้านชาวเผ่าดั้งเดิมห่างไกลในอัฟริกา
เขาเล่าเรื่องแฮมเลทให้ชาวเผ่าฟัง ความเห็นของชาวเผ่าก็คือ คลอเดียสนั้นทำถูกที่แต่งงานกับภรรยาของพี่ชาย นักมนุษย์วิทยาพบว่า ชาวเผ่าใช้เหตุผลในเรื่องกำลังผลิตและการจัดการแรงงานในครอบครัว ซึ่งในสังคมบรรพกาลเรื่องพวกนี้สำคัญมาก เพราะแรงงานและการผลิตหมายถึงชีวิต จึงต้องใช้กำลังทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรระหว่างเผ่ากันตลอดเวลา

ผมคิดว่าสุดท้ายมนุษย์ก็ยอมตัดทิ้งสำนึกบางอย่างได้ เพื่อแลกกับการประกันว่าตัวเองจะอยู่ดีมีสุขอยู่ตลอดเวลา ไม่ต่างจากยุคโบราณเท่าใดนัก  

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยยุคปฏิวัติ 2549 ผู้คนรายรอบต่างสมยอมให้กับอำนาจ หน้ากากเปลือยจึงทำละครเรื่องนี้ขึ้นมาสำหรับตอบแทนความรู้สึกผิดของใคร? 

อาจไม่ใช่คลอเดียสผู้ปกครองคนใหม่

แต่อาจเป็นเราที่ทำเป็นหลับไหลในคืนปฏิวัติ 

------

“เมื่อผมหลับในคืนปฏิวัติ”
(When I slept over the night of the revolution)
กำกับและดัดแปลงบทโดย นินาท บุญโพธิ์ทอง
เครือข่ายหน้ากากเปลือย
ละครเรื่องหนึ่งในโครงการ เช็คสเปียร์ ณ บางกอก โดยการสนับสนุนของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งเป็นมหกรรมการนำเสนอละครเวทีและกิจกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์

“เมื่อผมหลับในคืนปฏิวัติ”  แสดงอีกครั้งในเดือนธันวาคม สถาบันปรีดีครับ ไปดูกันได้รับรองสนุก

ขอบคุณ subway
เยี่ยมยอดมากๆ

 

 

edit @ 23 Nov 2007 18:35:12 by N.P

      มนุษย์เปราะบางเกินกว่าที่จะอยู่ด้วยกันแค่สองคน 
      dialectic of love

     

     "homosexual is not a decease,but homophobia is" 
      ข้างบนนั้นคือ sms เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้  ที่ใครคนนึงส่งมาให้
     นั่นเป็นเหตุผลที่อยากดูรอบที่สอง--ไปดูปฏิกริยาของคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ครับ
รอบสองที่ดูมีคนดูเต็มโรงทีเดียว  แล้วมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ปฏิกิริยาของคนดู
ช่างหลากหลาย    บางคนแสดงความเป็นแมนด้วยการลุกหนีไปซะดื้อๆ ปล่อยให้
แฟนสาวต้องดูหนัง  คนเดียว!! โห พี่เขาแมนมากๆ
     
     อยากจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ด้วยคนครับ  
 

    หญิง -- รักนั้นย่อมโง่เขลาและเรียนรู้

   เพื่อนบางคนบอกว่า หญิงเป็นตัวแทนของความรักที่โง่งี่เง่า
   ทว่าตอนที่ดูรอบสองนั้น ผมกลับชอบบทของหญิงมากขึ้นครับ
   บทของหญิง นั้นบอกกับผมว่า เธอไม่ใช่เด็กสาววัยรุ่นงี่เง่าที่หัวปักหัวปำอยู่กับ poppy love
(แม้ตอนแรกๆอาจใช่) แต่หญิงคือคนที่กำลังรู้จักกับความรัก เธอกำลังทำความเข้าใจระหว่าง
รักที่ฉาบฉวยกับรักที่แท้จริง  มีหลายๆฉากที่แสดงให้เห็นว่า หญิงมีพัฒนาการมากๆ สำหรับ
ความรักของเธอ
    แต่สุดท้ายหญิงก็ทำได้ไม่ดีหรอกครับ และมันถูกต้องแล้วที่หญิงจะทำได้ไม่ดี เพราะเธอคือวัยรุ่น!!
เธอย่อมต้องสับสน  มันคือความเป็นจริง คงจะเบื่อมากๆ ที่หนังจะทำให้หญิงเข้าใจต่อความรัก
และต่อชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
     มันคงน่าแหวะพิลึกที่สุดท้าย เธอจูงมือโต้งไปส่งให้มิวบนเวที แล้วยิ้มอย่างเข้าใจทุกสิ่ง
ทุกอย่าง
   ฉากที่หญิงร้องให้บนลานจอดรถ นั่นเป็นจริงมากๆสำหรับผม  รักย่อมโง่เขลาและเรียนรู้
ในวันต่อๆไป หญิงจะแข็งแรงมากสำหรับความรัก

 มูกของตุ๊กตาไม้ที่เข้ากันไม่ได้ 
   
    
เพื่อนบางคนบอกว่า แม้ ผู้กำกับเองยังมีทัศนคติที่เป็นลบต่อ
ประเด็นรักร่วมเพศ 
เห็นได้จากการที่ทำให้ จมูกของตุ๊กตาไม้ที่โต้งให้มิว
นั้นมันเข้ากันไม่ได้  แม้ว่าโต้งจะให้มิวด้วยความรู้สึกแบบไหนก็ตาม
เท่ากับสะท้อนว่ารักร่วมเพศเป็นไปไม่ได้ และไม่มีวันที่จะมีความสุข
     
   แต่ผมกลับคิดต่างออกไป การที่ผู้กำกับเลือกให้จมูกของตุ๊กตา
ไม้เข้ากันไม่ได้ มีผลดีต่อหนังเรื่องนี้มากๆ
   หากว่ารักแห่งสยาม คือหนังที่ว่าด้วยสิ่งที่เป็นสากลของมนุษย์ นั่นคือความรัก
และความรักนี่เองที่ทำให้ทุกอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นรักของครอบครัว รักของคนรัก
รักแบบฉาบฉวย รักต่างเพศและรักร่วมเพศ
   
    การที่หนังทำให้
จมูกของตุ๊กตาไม้ที่เข้ากันไม่ได้ -- นั่นถูกต้องแล้วสำหรับความสิ่งที่เรียกว่า
ความรัก  ผมคิดว่าไม่มีความรักแบบไหนหรอกที่จะลงล๊อค ถูกต้องพอดีไปเสียหมดทุกอย่าง 
  
  --ไม่มียูโธเปียสำหรับความรัก--
    ความรักนั้นงดงามและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน (แม้คนที่เจอแต่ด้านที่สวยงดงดงามของความรัก
เขาผู้นั้นต้องจ็บปวดมากทบทวีเมื่อการจากพรากมาถึง)
     
หากแต่เราต้องประคับประคองความรักนั้นต่อไป เพราะมนุษย์เปราะบางที่จะอยู่คนเดียว 
     นั่นคือสิ่งที่เป็นสากลของความรัก  
     

    หากว่าจมูกของตุ๊กตาไม้นั้นลงล๊อค  รักแห่งสยามคงเป็นยูโธเปียของเพศที่สาม
(ท่ามกลางความเจ็บปวดร้าวรานของความรักแบบอื่นๆ) ซึ่งหาดูได้จากหนังเรื่องอื่นๆ
  ทั่วๆไป
    

    ขอบคุณทุกความรักที่สร้างเรา
   
ผู้กำกับบอกไว้อย่างนั้นหลังจากหนังจบ  เราก็ขอขอบคุณความรัก ทุกความสุขและความทุกข์
ของความรัก ความงดงามและเจ็บปวดร้าวรานของผู้กำกับ ที่เป็นแรงให้กับหนังอันมหัศจรรย์
เรื่องนี้  เพราะหากปราศจากความเป็นหนังส่วนตัว หนังรักสากลเยี่ยมๆ เรื่องนี้คงก็เกิดไม่ได้เลย

    ขอบคุณครับ
 

 --------

ปล 1เรื่องแต่งของชาวเมือง lonesome ตอนใหม่อัพแล้วครับ
 
http://lonesome-cities.exteen.com/20071127/little-girl-blue
(เขียน ชูมาน ต่อจากคุณ filmsick)

 

ปล2

ดูหนังสั้นกันครับ ร้านหนัง(สือ)

edit @ 29 Nov 2007 09:43:33 by N.P