Doccumentary-Essay

ประกันชีวิต (Sea gypsey 's life insurance) โดย นฆ ปักษนาวิน
Experimental  Documentary,Digital ,Sound,Colour,16 min

director's statement
ที่เกาะบอน เกาะเล็กๆใกล้ชายฝั่งบ้านราไวย์ ภูเก็ต ชาวเลกลุ่มหนึ่งเดินทางไปนอนพักแรมเพื่อแก้บน 

สารคดีเรื่องนี้ได้ทดลองบันทึกเสียงที่เกิดขึ้นจริงขณะบันทึกภาพ 

โดยไม่ได้มีการตัดต่อเสียงเข้ามาในภายหลัง  โดยมุ่งบันทึกภูมิทัศน์แห่งเสียง (sound scape )

 

(Soundscape หรือ “ภูมิทัศน์ที่สร้างโดยเสียง” นับเป็นพรมแดนความรู้ใหม่ของนักมานุษยวิทยา นักมานุษยวิทยาการดนตรี และวงการแพทย์ มนต์เสน่ห์ของมโนทัศน์นี้อยู่ที่การพิจารณา “เสียง” ในฐานะตัวกลางสำคัญที่เชื่อมโยงมนุษย์ไปสู่สภาวะต่างๆนับตั้งแต่ ภาวะเจ็บป่วย การบำบัดเยียวยา การฟื้นความทรงจำ และการก่อร่างตัวตน เป็นต้น “การเข้าถึงเสียง” จึงนับเป็นการหยั่งเข้าสู่ภูมิทัศน์ใหม่ๆ ในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์  - คำอธิบายของคำ soundscape โดยศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร )

 

synopsis    

เสียงที่เกาะบอน 

เสียงโฆษณาจากบริษัทประกันชีวิตอาจจะสะท้อนให้เห็นความย้อนแย้งของความจริงที่ว่าชาวเลบ้านราไวย์ได้ประกัน ชีวิตไว้กับความเชื่อเก่าแก่  ในด้านสุขภาพ พวกเขาบนบานสานกล่าวกับ'ตายาย'  (ผีบรรพบุรุษ )    ให้เด็กๆหายป่วยจากโรคภัยและแก้บนโดยการเดินทางไปนอนพักแรมกันที่เกาะอีกแห่งหนึ่งเป็นเวลาสามวัน       ที่เกาะบอน  แห่งนั้นไม่มีไฟฟ้า   ไม่มีน้ำประปา  และไม่มีรัฐ?
เสียงของข่าวการเมืองภาคค่ำ   (ที่รัฐบาลดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง)  กับภาพที่ฉายให้เห็นว่ายังมีประชาชนจำนวนหนึ่ง (และอาจจะมีอีกเป็นจำนวนมาก)  ได้ดำเนินชีวิตไปอย่างสามัญและรัฐซึ่งพวกเขาเหล่านั้นควรจะฝากความหวังเอาไว้ได้   ได้กลายเป็นสื่งที่ไร้ความสำคัญกับพวกเขาโดยสิ้นเชิง  

 

 ประกันชีวิต ฉายในสาย Thai Competition  : รางวัลดุ๊ก (รางวัลประเภทสารคดี) เทศกาลหนังสั้น ครั้งที่ 13 (13th  Thai Short Film & Video Festival) วันอาทิิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2552  ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยกปทุมวัน) 

 ดูโปรแกรมหนังสั้นปีนี้ที่ http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=2401.0  

 ---

 

ประกันชีวิตเป็นหนังเรื่องใหม่ของผมครับ ความจริงมีหนังลักษณะเดียวกันนี้ (soundscape) อีกเรื่องบันทึกที่เกาะสุรินทร์  จังหวัดพังงา (ไปพร้อมกับที่คุณfilmsick ได้หนังเรื่องพายุผีเสื้อมา) 

สำหรับเรื่องประกันชีวิต เนื่องจากมันมุ่งบันทึก soundspace ดังนั้น มันอาจจะเป็นสารคดีที่ไม่ได้มุ่งหมายให้ความรู้แบบสารคดีทั่วไป  แม้ว่าการได้รับเลือกให้ฉายในสายประกวด (เท่านี้ก็ดีใจมากแล้วครับ) แต่ก็คงไม่ได้รางวัลนะครับ ด้วยการทดลองวิธีการนี้ บางคนอาจจะเบื่อหน่ายนะครับ คิดเสียว่าได้ไปยืนอยู่ตรงที่ผมยืนอยู่ตอนถ่าย  ได้เห็นและได้ยินเหมือนที่ผมเห็นเป็นเวลา 16นาทีตามความเป็นจริงก็แล้วกันนะครับ :) 

 

 

yellow mask

Moccumenta #02

byNP

 

ไข้หวัดใหญ่  2009

ตั้งแต่เห็นดูข่าวไข้หวัดใหญ่ระบาดไปถึงในประเทศญี่ปุ่น  แล้ว

ตอนนั้นประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อรายแรกๆ ผมรู้เลยว่าเราไม่มีทางจำกัดการระบาดในประเทศไทยได้แน่นอน 

เพราะที่ญี่ปุ่นเอง แม้เป็นไข้หวัดธรรมดา  ทุกคนจะต้องใส่หน้ากอกเพื่อไม่ให้เชิ้อไวรัสที่มี

อยู่ในตัวเองไปติดคนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน   เพราะสังคมญี่ปุ่นตระหนักมากในเรื่องที่เรียกว่า  กิริ และ นินโจ  (กิริ  คือ การปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามบทบาทหน้าที่ในสังคมที่ตัวเองสังกัดอยู่ 

นินโจ     คือ  การกระทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ   ถ้าสองสิ่งนี้ขัดแย้งกัน ต้องทำตามกิริก่อน ) 

 นี่ทำให้คนญี่ปุ่นขี้เกรงใจคนอื่นเป็นอย่างมาก และรู้สึกผิดถ้าต้องทำให้คนอื่นเดือนร้อน

 

สำหรัับประเทศไทยเอง  เราไม่เคยมีวัฒนธรรมหน้ากากอนามัย   เรายังรู้สึกรังเกียจคนที่ใส่หน้ากากอนามัยด้วยซ้ำไป (เช่นข่าวรถตู้ไล่ผู้โดยสารลงจากรถในช่วงแรก)  เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมรังกียจหน้ากากอนามัยของเราเองนี่แหละที่อ้าแขนรับและเป็นตัวแพร่กระจายเชื้อได้ดีที่สุด     

 

ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่ไข้หวัดสายพันธิ์ใหม่นี้ไม่ร้ายแรงเท่าซาร์หรือไข้หวัดนก   เราถึงไม่ค่อยตระหนักถึงการระบาดของมันมากนัก   ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อผ่านไข้หวัดนี้ไปได้  เมื่อการระบาดจบสิ้น  (จะมีคนจำนวนหนึ่ง ที่จะเสียชีวิตเพราะโรคนี้   ส่วนคนทั่วไปติดโรคกันหมดจนมีภูมิกันทุกคน  -กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปีๆ แล้วแต่ความสามารถในการกำจัดการระบาด  คือถ้าควบคุมการระบาดได้ดี    เวลาก็จะยิ่งทอดนานไปเรื่อยๆ)

เราจะมีวัฒนธรรมในการเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้อื่นมากขึ้น--ดูแลความรู้สึกจิตใจของคนใส่หน้ากากอนามัยได้ดีขึ้น (ไม่ใช่คำทักทายขำขำและท่าทางรังเกียจแบบขำขำ)  

 

อีกเรื่องคือค่อนข้างแปลกใจนะครับ ที่หน้ากากอนามัยแบบแฟนซี ออกมาขายช้ากันจังในบ้านเรา   พวกโรงงานเร่งออกแบบเร่งผลิดหน่อยนะครับ   รับรองว่าถ้าปลุกกระแสหน้ากากอนามัยขึ้นเมื่อไร  ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

 

ผมออกแบบให้แบบหนึ่งก้อได้ครับ ข้างบน    แฮะๆ

 

 การใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเราเป็นหวัด ถือเป็นการทำความดีอย่างหนึ่งนะครับ

เรามาร่วมกันทำความดีนั้นกันเถอะครับ   คนที่คอยดูแลเราจะได้ภูมิใจว่าลู กๆคนช่วยกันเข้มแข็ง

 

 

 เอารูปมาฝากแทนเรื่องเล่า

รอตเตอร์ดัม วันแรก 

ไม่เรียกตามลำดับเวลานะครับ

เอาฟิลม์ไปสแกนมาแล้วที่ร้านเค้าจัดไฟล์กระโดดไปมา 

 

 

red+yellow สนามบินสุวรรณภูมิ 

 

รูปซ้ายคือที่สุวรรณภูมิ สิบเอ็ดชั่วโมงต่อมาคือรูปขวา สนามบินสคีโพล อัมสเตร์ดัม สคีโพล แปลว่า ที่ที่อันตราย

(สำหรับนักเดินเรือในมัยก่อน) 

 

ต้นไม้ริมหน้าต่างกับเจ้าของห้อง 

ที่บ้านผีสิง แสงสวยดี เลยถ่ายเยอะเลย 

 

bycycle รถจักรยานที่จอดไว้แจกแผนที่ขี่รถจักรยานเที่ยว

หน้าโรงแรม 

พยายามรักษาความเก่าเอาไว้ 

ไปไหนไหนก็มีแต่ตราเสือ logo ของเทศกาล 

รถจักรยานที่นี่มีเยอะ หลากหลายดีไซน์และการใช้งาน 

 

 

 

งานศิลปะกลางเมือง  (กลางรางรถราง) ตอนถ่ายเพลินๆ รถรางแล่นเข้ามาใกล้ เกือบชน

แถมเขายังหยุดรถให้เราข้ามถนน (ราง) ซะอีก

บ้านนอกจังเรา 

หน้าโรงหนังชื่อ pathe โรงหนังใหญ่มาก  

ธัญสกกับเชอร์มาน ออง ผู้กำกับเรื่องฮาชิ ที่ผมชอบหนังเขามาก ดูไปสองรอบ 

จตุรัสเล็กๆ  

 

ในโรงหนัง ถ่ายตอน QA หนังสั้นในสายประกวด

เรื่องที่ผู้กำกับมายืนตอบอยู่นี้ เป็นหนังฝรั่งเศส ยาวเกือบจะเป็นหนังยาวอยู่แล้ว ห้าสิบกว่านาที

หนังของเขาสนุกดี Pop+ เพี้ยน เหมือนอ่านหนังสือของมูราคามิ

เรื่องของ

 วิญญาณที่หลงอยู่ในป่า แล้วไปเจอผีชาวญี่ปุ่น

ผีตัวนั้นเป็นเพื่อนกับผู้กำกับหนังชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง

ผู้กำกับเลยมาทำหนังรำลึกให้เพื่อน แล้วก็ไปเจอหญิงสาวที่เผอิญโดดร่มลมพัดตกลงมาบนต้นไม้

ครอบครัวหมี (ตุ๊กตาหมี)  จานบินยูเอฟโอ 

ทั้งหมดเลยมาปรากฏอยู่ในหนังของเขาด้วย (เรื่องแต่งซ้อนเรื่องแต่งซ้อนหนัง) 

 

อีกเรื่องที่ได้ดูแล้วชอบคือเรื่อง Block B จากมาเลย์

เป็นสารคดีกึ่งฟิกชั่น น่าสนใจครับ เรื่องเกี่ยวกับคนในอพารต์เมนต์ แต่ทั้งเรื่องถ่ายให้เห็นแต่ตัวอาคารนี้ไกลๆ

 

 

 --

ฟิลม์หมดม้วนแล้ว

เดี๋ยวมาต่อครับม้วนที่สองคราวหน้าครับ

 

 

 

 

 

Trail  of  Puff  

2008/sound/BW/VDO /4.00  minutes


Synopsis

   สิ่งที่ไร้ตัวตนจับต้องกลับกลายมาเป็นสิ่งที่จะคงอยู่นิรันดร์

              


Director 's Statement

          กนกพงศ์ใช้พิมพ์ดีดทำงานเขียนของเขาเสมอมา  

เขาจะใช้คอมพิวเตอร์เมื่อเขียนงานเสร็จแล้วเท่านั้น     

         สภาวะการต่อสู้ของนักเขียนกับหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า  

ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง การคาดคั้นมั่นหมาย  จับมั่นเอาสิ่งที่ล่อง

ลอยมาเป็นเรื่องเล่า    เขาอุทิศชีวิตให้กับสิ่งเหล่านี้

         ไม่ว่านานแสนนานเท่าใด  เรื่องเล่าจากนามธรรมเหล่านั้นจะ

ปรากฏเป็นร่องรอยหลักฐานแห่งการมีชีวิตอยู่ของกนกพงศ์บนโลกใบนี้       

         ผมเลือกใช้ภาพเงาสะท้อนของผิวน้ำที่บางครั้งก็นิ่งเย็นและบางครั้งก็ไหวสั่น บางครั้งคล้ายหมอกควันล่องลอยไม่คงทนถาวร  ล้อกับเพลง   Spiegel im Spiegel  ซึ่งประพันธ์โดย Arvo Pärt (Spiegel im Spiegel ในภาษาเยอรมันแปลว่า  กระจกเงาในกระจกเงา) เพลงนั้นให้นัยประหวัดถึงสิ่งที่จะคงอยู่เป็นอนันต์ เคียงคู่กับเสียงพิมพ์อันหนักแน่นแต่รวดร้่าว (เสียงพิมพ์ดีดจากตอนต้นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของกนกพงศ์)

 

 

-ฉายไปแล้วที่งานราหูอมจันทร์  ถึงเวลาฉายปรากฏว่ามีเบดพิกเซลขึ้นตลอดเวลา     พร้อมๆกับเสียงรบกวนกลางแจ้ง

 ฉายครั้งต่อไปคงจะสงบกว่านี้ครับ แฮะๆ   -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

Burmese Man Dancing

2008/sound/BW/VDO/11 minutes

 

Synopsis

 แรงงานต่างชาติในเรือประมงจังหวัดภูเก็ต   คู่ขนานไปกับเสียงและตัวอักษรที่ไม่อาจสื่อสาร


director’s statement

            เป็นเวลากว่า 4 ปี ระหว่างที่นั่งเรือโดยสารจากท่าเรือในจังหวัดภูเก็ตไปยังเกาะยาว จังหวัดพังงา ผมเห็นภาพของลูกเรือชาวประมง ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานชาวพม่า  (ส่วนใหญ่มาจากเมืองทวาย เข้าเมืองมาทางจังหวัดระนอง )

           เมื่อเรือจอดเทียบท่า  พวกเขาใช้เรือประมงเป็นห้องครัว ห้องนอน และหลายครั้งเป็นห้องอาบน้ำและห้องสุขาอันเปิดเผย   บางครั้งกิจกรรมและร่างกายอันเปลือยเปล่าของพวกเขาก็สร้างบทสนทนาให้กับผู้โดยสารในเรือทั้งชายหญิง

ราวกับว่าร่างกายอันเปลือยเปล่าของพวกเขาได้เปิดเผยถึง ความรู้ ความเชื่อ ทัศนคติ และอคติของ-คนอื่น-ที่จ้องมองพวกเขาออกมาอย่างเปลือยเปล่ายิ่งกว่า

           ระหว่างการตัดต่อผมร้องขอให้เพื่อนหลายๆ คน เขียนประโยค ที่เขานึกถึงเป็นสิ่งแรก  เมื่อคิดถึงคำว่า คนพม่า

ผมนำข้อความเหล่านั้น  มารวมกับคำกริยาของมนุษย์ เช่น กิน  ขับถ่าย  มีเพศสัมพันธ์   คิดถึง   ฝัน   อิ่ม และสุดท้ายผมทดลองพิมพ์ประโยคและคำเหล่านั้นด้วยฟอนต์ที่ชื่อ Symbol   (ฟอนต์ symbol จะแทนตัวอักษรแต่ละตัวประกอบไปด้วยอักขระพิเศษ) จนประโยคและคำเหล่านั้นกลับกลายเป็นข้อความที่ไม่สามารถสื่อสารได้    

          ผมนำภาพของแรงงานชาวพม่าที่ท่าเรือซึ่งถ่ายโดยกล้องในโทรศัพท์มือถือ มารวมกับอักขระเหล่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมหาความหมายใหม่ให้แก่ภาพและเสียงของหนัง 

            

 -ได้รับการคัดเลือกให้ฉายในงาน  BEFF 5  (เทศกาลหนังทดลองกรุงเทพ)  เดือนมีนาคม 2551 นี้-

 



 

 

 

ข่าวครับ
2008 : on lsland
ฉายที่ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑
1 มีนาคม 2551

edit @ 26 Feb 2008 13:26:01 by N.P

 

 

edit @ 27 Feb 2008 17:14:31 by N.P

      มนุษย์เปราะบางเกินกว่าที่จะอยู่ด้วยกันแค่สองคน 
      dialectic of love

     

     "homosexual is not a decease,but homophobia is" 
      ข้างบนนั้นคือ sms เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้  ที่ใครคนนึงส่งมาให้
     นั่นเป็นเหตุผลที่อยากดูรอบที่สอง--ไปดูปฏิกริยาของคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ครับ
รอบสองที่ดูมีคนดูเต็มโรงทีเดียว  แล้วมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ปฏิกิริยาของคนดู
ช่างหลากหลาย    บางคนแสดงความเป็นแมนด้วยการลุกหนีไปซะดื้อๆ ปล่อยให้
แฟนสาวต้องดูหนัง  คนเดียว!! โห พี่เขาแมนมากๆ
     
     อยากจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ด้วยคนครับ  
 

    หญิง -- รักนั้นย่อมโง่เขลาและเรียนรู้

   เพื่อนบางคนบอกว่า หญิงเป็นตัวแทนของความรักที่โง่งี่เง่า
   ทว่าตอนที่ดูรอบสองนั้น ผมกลับชอบบทของหญิงมากขึ้นครับ
   บทของหญิง นั้นบอกกับผมว่า เธอไม่ใช่เด็กสาววัยรุ่นงี่เง่าที่หัวปักหัวปำอยู่กับ poppy love
(แม้ตอนแรกๆอาจใช่) แต่หญิงคือคนที่กำลังรู้จักกับความรัก เธอกำลังทำความเข้าใจระหว่าง
รักที่ฉาบฉวยกับรักที่แท้จริง  มีหลายๆฉากที่แสดงให้เห็นว่า หญิงมีพัฒนาการมากๆ สำหรับ
ความรักของเธอ
    แต่สุดท้ายหญิงก็ทำได้ไม่ดีหรอกครับ และมันถูกต้องแล้วที่หญิงจะทำได้ไม่ดี เพราะเธอคือวัยรุ่น!!
เธอย่อมต้องสับสน  มันคือความเป็นจริง คงจะเบื่อมากๆ ที่หนังจะทำให้หญิงเข้าใจต่อความรัก
และต่อชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
     มันคงน่าแหวะพิลึกที่สุดท้าย เธอจูงมือโต้งไปส่งให้มิวบนเวที แล้วยิ้มอย่างเข้าใจทุกสิ่ง
ทุกอย่าง
   ฉากที่หญิงร้องให้บนลานจอดรถ นั่นเป็นจริงมากๆสำหรับผม  รักย่อมโง่เขลาและเรียนรู้
ในวันต่อๆไป หญิงจะแข็งแรงมากสำหรับความรัก

 มูกของตุ๊กตาไม้ที่เข้ากันไม่ได้ 
   
    
เพื่อนบางคนบอกว่า แม้ ผู้กำกับเองยังมีทัศนคติที่เป็นลบต่อ
ประเด็นรักร่วมเพศ 
เห็นได้จากการที่ทำให้ จมูกของตุ๊กตาไม้ที่โต้งให้มิว
นั้นมันเข้ากันไม่ได้  แม้ว่าโต้งจะให้มิวด้วยความรู้สึกแบบไหนก็ตาม
เท่ากับสะท้อนว่ารักร่วมเพศเป็นไปไม่ได้ และไม่มีวันที่จะมีความสุข
     
   แต่ผมกลับคิดต่างออกไป การที่ผู้กำกับเลือกให้จมูกของตุ๊กตา
ไม้เข้ากันไม่ได้ มีผลดีต่อหนังเรื่องนี้มากๆ
   หากว่ารักแห่งสยาม คือหนังที่ว่าด้วยสิ่งที่เป็นสากลของมนุษย์ นั่นคือความรัก
และความรักนี่เองที่ทำให้ทุกอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นรักของครอบครัว รักของคนรัก
รักแบบฉาบฉวย รักต่างเพศและรักร่วมเพศ
   
    การที่หนังทำให้
จมูกของตุ๊กตาไม้ที่เข้ากันไม่ได้ -- นั่นถูกต้องแล้วสำหรับความสิ่งที่เรียกว่า
ความรัก  ผมคิดว่าไม่มีความรักแบบไหนหรอกที่จะลงล๊อค ถูกต้องพอดีไปเสียหมดทุกอย่าง 
  
  --ไม่มียูโธเปียสำหรับความรัก--
    ความรักนั้นงดงามและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน (แม้คนที่เจอแต่ด้านที่สวยงดงดงามของความรัก
เขาผู้นั้นต้องจ็บปวดมากทบทวีเมื่อการจากพรากมาถึง)
     
หากแต่เราต้องประคับประคองความรักนั้นต่อไป เพราะมนุษย์เปราะบางที่จะอยู่คนเดียว 
     นั่นคือสิ่งที่เป็นสากลของความรัก  
     

    หากว่าจมูกของตุ๊กตาไม้นั้นลงล๊อค  รักแห่งสยามคงเป็นยูโธเปียของเพศที่สาม
(ท่ามกลางความเจ็บปวดร้าวรานของความรักแบบอื่นๆ) ซึ่งหาดูได้จากหนังเรื่องอื่นๆ
  ทั่วๆไป
    

    ขอบคุณทุกความรักที่สร้างเรา
   
ผู้กำกับบอกไว้อย่างนั้นหลังจากหนังจบ  เราก็ขอขอบคุณความรัก ทุกความสุขและความทุกข์
ของความรัก ความงดงามและเจ็บปวดร้าวรานของผู้กำกับ ที่เป็นแรงให้กับหนังอันมหัศจรรย์
เรื่องนี้  เพราะหากปราศจากความเป็นหนังส่วนตัว หนังรักสากลเยี่ยมๆ เรื่องนี้คงก็เกิดไม่ได้เลย

    ขอบคุณครับ
 

 --------

ปล 1เรื่องแต่งของชาวเมือง lonesome ตอนใหม่อัพแล้วครับ
 
http://lonesome-cities.exteen.com/20071127/little-girl-blue
(เขียน ชูมาน ต่อจากคุณ filmsick)

 

ปล2

ดูหนังสั้นกันครับ ร้านหนัง(สือ)

edit @ 29 Nov 2007 09:43:33 by N.P


Creative Commons License