Bookhemian-Event

 

 

 

 

ความรักผ่านไป วันคืนผ่านผัน

ฉันอยากวาดรูปเก่าอีกหลายร้อยรูป

 

 

รูปนี้เธอชอบ รูปนี้ฉันไม่ชอบ

ฉันบอกว่าเชย เธอบอกว่าไม่

" มันจริงจากใจ  ขณะห้วงเวลานั้น .."

วันคืนผ่านผัน พาฝันจากเธอ

ฉันกลับมาดูภาพนี้ แต่มันก็สายเกินไป

สำหรับคำขอโทษ

 

พิบูลศักดิ์ ละครพล

2547

 

 

 

 

-------

งานแสดงภาพจิตรกรรมของนักเขียน กวี พิบูลศักดิ์ ละครพล

เริงรมณีย์ สีน้ำ ( Blissfully Phuket )

14  พฤศจิกายน 2552 - 14  ธันวาคม 2552 

 ณ ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑

www.room2521.com

 

-------

 

 

 งานวีดีโอชิ้นใหม่ ใน "วาทกรรมคนบาป"  (The sinners's discourse) 
แสดงในงาน JELLY : Juxtaposed Exhibition by Locomotive Local Youngsters

ChangSathit Artivation Center ท่าแพ เชียงใหม่  23-31 ตุลาคม 2552

QA session 26 ตุลาคา 2552 

"วาทกรรมคนบาป"  (The sinners's discourse)  โดย :

ไกรวุฒิ จุลพงศธร : 
Graiwoot Chulphongsathorn
จุฬญาณนนท์ ศิริผล : 
Chulayarnnon Siriphol
ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ : 
Chaisiri Jiwarangsan
นฆ ปักษนาวิน : 
Nok Paksnavin
นนทวัฒน์ นำเบญจพล : 
Nontawat Numbenchapol
พิชชานันท์ เลาหะพรสวรรค์ : 
Pichanund Laohapornsvan
วิชาติ สมแก้ว : 
Vichart Somkaew
วิรัส ยั่งยืน : 
Wirut Yangyuen
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา : 
Wiwat Lertwiwatwongsa
สันติภาพ อินกองงาม : 
Santiphap Inkong-ngam
ศาสตร์ ตันเจริญ : 
Zart Tanchareon
อรรถวุฒิ บุญยวง : 
Authawut Boonyuang

 
 
 
 
 
 ฉายหนังสั้นและศิลปสังสรรค์ที่มาลาเต ร้านของพี่เจ สันติภาพ อินกองงาม เชียงใหม่
talk session 24 ตุลาคม 2552  
 
“หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ; ตอน ธิดามิวส์ ฉี่เฉี่ยวตีน”
ศิลปะเสวนา วรรณกรรม หนังสั้น และดนตรีบรรเลงสด โดยบรรดาหมอๆ ในวันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ที่ ‘มาลาเต’ 
 
เกี่ยวกับหมอๆ :
 
+หมอนิลเป็นแพทย์ทั่วไป แต่คนส่วนใหญ่รู้จักหมอนิลในนาม นฆ... ปักษนาวิน นักเขียน และนักทำหนัง ที่มีผลงานโดดเด่นด้วยลักษณะเฉพาะตัว ดังจะเห็นได้จาก ‘เมฆเสกคลื่น’ (รางวัลสร้างสรรค์ความคิดยอดเยี่ยมประเภทบทกวี Thailand Independent Book Award ปี 2547), ‘ตานะอูมีฮ์ –ดินแดนของแม่ที่กลายเป็นพระเจ้า’(ชนะเลิศการประกวดวรรณกรรมการเมือง รางวัลพานแว่นฟ้า ปี 2547), ‘โปรดจำเอาไว้ว่ามนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา’ (ชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นวาระ 30 ปี 6 ตุลา) และ หนังสั้นเรื่องล่าสุดที่ชวนฮือฮาอย่าง ‘Pulsatile Mass’
 
+หมอโอ๋ เป็นสัตวแพทย์ นอกจากทำคลอดม้า ผ่าฝันคุดให้เสือแล้ว หมอโอ๋ยังชอบถ่ายรูปและมีบทบาทเบื้องหลังแวดวงศิลปะหลายวาระด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากการที่เขา เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ย้อนแยงสุนทรียะและสหาย’ และ ทำหน้าที่ภัณฑรักษ์(curator) ให้กับนิทรรศการศิลปะโดยศิลปินคนสำคัญของเมืองไทยอย่าง ไทวิจิตร พึ่งเกษมสมบูรณ์, ชำนิ ทิพย์มณี และ นภดล ขาวสำอางค์ เป็นต้น
 
 
+หมอชาย เป็นเภสัชกร ผู้ชำนาญการด้านภาพยนตร์ หลายๆคน คงเคยอ่านบทความวิจารณ์หนัง ที่ฉะฉานคมคายในนามปากกา FILKSICK มาแล้ว นอกจากนี้หมอชายยังทำหนังสั้นหลายเรื่องที่ช่วยเขย่าวงการหนังอิสระบ้านเรา รวมทั้งล่าสุดในบทบาทภัณฑรักษ์หนังให้กับผู้กำกับระดับโลกอย่าง Lav Diaz ที่ภูเก็ต
 
+หมอสอง เป็นหมอผ่าตัด ที่ชื่นชอบดนตรีแนวฮาร์ดคอร์ เขามีวงดนตรี ที่ทำกับเพื่อนหมอถึง 2 วง วงหนึ่งเล่นในแนวอีซี่ลิสซึนนิ่ง และอีกวงเล่นแนวเฮฟวี่เมทัล หมอสองมีพรสวรรค์ในการใช้มือเป็นอย่างยิ่ง ทั้งลีดกีตาร์และหั่นขาคน เกี่ยวกับธิดามิวส์
 
: เทพธิดามิวส์ เป็นเทพในตำนานกรีกปกรนัม ที่ชอบร้องรำทำเพลง ว่ากันว่ามนุษย์ใดๆในโลก ที่ลุกขึ้นมาทำงานศิลปะหรืองานสร้างสรรค์ ล้วนเป็นแรงบันดาลใจที่มาจากธิดามิวส์ทั้งสิ้น เกี่ยวกับมาลาเต
 
: มาลาเต แปลว่า ชาและดอกไม้ มาลาเป็นภาษาอินเดียแปลว่าดอกไม้ ส่วนเตเป็นภาษาจีนหมายถึงชา เราผนวกคำจากสองวัฒนธรรมหลักเข้าด้วยกัน โดยตระหนักว่ารากฐานทางวัฒนธรรมของอุษาคเนย์ทั้งมวลล้วนต่อยอดมาจากสองวัฒนธรรมหลักข้างต้น มาลาเตเป็นพื้นที่ทดลองในรูปแบบสหกรณ์ชุมชนใหม่ อันประกอบไปด้วย ร้านขายของ ลานชา และ โรงเรียนหลักสูตรพิเศษ สำหรับแผนในระยะยาวแล้ว มาลาเตจะจัดทำห้องสมุดสื่อ รวบรวมสื่อท้องถิ่นที่ผลิตในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสืบค้นและยังประโยชน์แก่สาธารณะ ที่มาลาเตเราเกี่ยวโยงกันโดยแนวคิดแบบชุมชน โดยหลักการที่ว่า ‘ที่นี่ไม่มีเจ้านาย ไม่มีลูกน้อง ไม่มีเงินเดือน แต่เราดำรงอยู่ด้วยการพึ่งพา ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน’
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ‘มาลาเต’ นิมมานเหมิน ซ.17(ข้างซีสเคป)
หรืออีเมล xiang_party@hotmail.com หรือที่หมายเลข 089 431 5531 
 

RIP  ALEXIS and NIKA   

แม้ว่าจะได้หายใจเอาอากาศแห่งโลกภาพยนตร์ร่วมกับคุณไม่กี่ครั้ง มุ่นมวลของบางอย่างอาจจางหายไปจากเบาะเก้าอี้ในโรงหนังในเมืองแห่งนั้น บนโต๊ะอาหารบางค่ำคืนในเมืองแห่งนี้ หลงเหลือเพียงบทสนทนาและตะไคร่ของความทรงจำ 

ขอให้พำนักอยู่ในความสวนสงบนิรันดร์

 

-------------------------------------------------------------------- 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น Pulsatile Mass

documentary+fiction | 40 min | sound | colour  

แสดง

 

ฟลุก/มาช   สิปปภาส     จำนงค์ภักดี   

โน้ต  /แดน             อชิระ    นาคะปรีชา

ปอ  /ณู    อคีราห์  พิมพ์ภีรธรรม

 

 

วิชาติ สมแก้ว

ผู้ช่วยกำกับภาพยนตร์

 

ธาดา เฮงทรัพย์กูล

บันทึกเสียง/ภาพนิ่ง

 

ไพสิฐ  พันธุ์พฤกษชาติ 

ออกแบบเสียง

 

 

 

ขอขอบคุณเป็นพิเศษ

สันติภาพ อินกองงาม

ย้อนแยงสุนทรียะและเพื่อน

ศุภโมกข์  ศิรารักษ์

ภัควดี  วีระภาสพงษ์

นนทวัฒน์   นำเบญจพล

ร้านเล่า เชียงใหม่

ร้านฮาเทหน้า  

 

โดยแรงบันดาลใจจากนวนิยาย
ขอความรักบ้างได้ไหม โดย พิบูลศักดิ์  ละครพล

 

 screen play

จากเรื่องสั้น    ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น 

 

ภาพยนตร์โดย

นฆ  ปักษนาวิน 

 

---

 

 

 

 

  

ขอขอบคุณทุกคนมากๆครับ 

ภาพโดยปาล์ม นิล โจ๊ก  

 ----------- 

บันทึก 

ผมทำหนังเรื่องนี้ด้วยความสุขมากครับ หนึ่งในนั้นคือการได้ไปเชียงใหม่ เชียงใหม่ในนิยายสั้นๆ เรื่องขอความรักบ้างได้ไหม
คือทุ่งหญ้าบนภุเขาแห่งฤดูที่ท้องฟ้ามีสีฟ้าสด ใบไม้ผลัดใบ และเมฆลอยล่องอยู่บนนั้น มันเป็นเชียงใหม่ในเชิงเปรียบเทียบ
ซึ่งผมมักมองเห็นในยามหลับตา แหงนหน้าขึ้นไปที่ดอยสุเทพ มีโรงนาในจินตภาพ มาช แดน และณู มีชีวิตอยู่ที่นั่น
ด้วยความรักและความเศร้าสร้อย โมงยามซึ้งสุขและบางสิ่งที่หนักหน่วงในอก


มีสามสิ่งที่อยู่ในหัว ขณะผมคิดถึงหนังเรื่องนี้ก่อนที่จะได้ลงมือทำ คือ ผมต้องไปเชียงใหม่ ค้นหามาช แดน และณูซึ่งอยู่ในใจผมมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน สองคือ เรื่องสั้นประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น เรื่องสั้นๆเรื่องนี้วนเวียนอยู่ในหัวและมันคงอยากจะเล่าเรื่องของมันต่อ มันคบไม่อยากให้ผมจบมันลงด้วยความยาวเพียงสองหน้า แต่ผมหลงรักกระบวนการเขียนมัน ตอนที่เขียนผมลองหยิบยืมวิธี autonomic writing ของกลุ่มเซอเรียลลิสต์มาใช้ (ต้องขอบคุณ underground buleteen,ไทกิ,และ Filmsick) และหลงรักกระบวนการนั้นช่วงขณะนั้นเกินกว่าที่จะกลับไปแก้ไขหรือเขียนต่อไปให้มันคลี่คลาย และสามคือ รู้ว่าคุณภัควดี วีระภาษพงษ์ (ส่วนที่เป็นสัมภาษณ์ในหนังครึ่งแรก) อยู่ที่เชียงใหม่ และการได้ถือโอกาสทำหนัง(การเมือง?) ไปด้วย ได้ไปคุยกับคุณภัควดีด้วย นั่นมันเป็น ideal สุดๆแล้วครับ สำหรับผม


ผมลองแบ่งโครงสร้างของหนังออกเป็นสองภาค (ตอนแรกหารู้ไม่ว่าเค้าจำกัดความยาวแค่ 15 นาที) ส่วนแรกเป็นสารคดีสัมภาษณ์คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ประเด็นเรื่อง การเมืองฉายภาพอนาคต (Prefigurative Politics) และส่วนในภาคหลังจะทำโดยการดัดแปลงเรื่องสั้นของผมเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางตอนของนวนิยาย “ขอความรักบ้างได้ไหม”
อาจเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีคนแสดงเรื่องแรกของผม เนื่องจากสำหรับหนังเรื่องนี้ผมทั้งใจทดลองในทุกๆกระบวนการณ์ ( ในตอนหลังผมพบว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากที่สิ่งที่คุณภควดีพูดถึงเกี่ยวกับการเมืองฉายภาพอนาคตก็คือ การให้ความสำคัญกับกระบวนการที่นำไปสู่เป้าหมาย) ดังนั้น การทดลองแรกของผมคือ การไม่ casting นักแสดง ตั้งแต่ผมตัดสินใจถ่ายเรื่องนี้ที่เชียงใหม่ ผมโทรไปชวนวิชาติ สมแก้ว (โจ๊ก) ที่พักหลังนี้ไปไปมามาเชียงใหม่บ่อยๆ มาช่วยทำหนังเรื่องนี้ด้วย ยกหน้าที่หานักแสดง ผู้ชายสองคน ผู้หญิงหนึ่งคน ให้โจ๊ก โจ๊กเลยชวนน้องๆ ถาปัด ลาดกระบัง
ที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ มาช่วยแสดง ผมไม่ได้เจอนักแสดงหรือกระทั่งเห็นรูปถ่ายจนเมื่อไปถึงเชียงใหม่ นัดดื่มกันที่ร้านฮาเทหน้า ของพี่จั้ง ( แห่งย้อนแยงสุนทรียะและสหาย) และนัดถ่ายกันในวันรุ่งขึ้น โดยที่วันนั้นนักแสดงยังไม่มีบทอยู่ในมือ! (วันไหนๆก็ไม่มีครับ ฮา)
สาเหตุจากทีีเราไม่ได้เจอนักแสดงมาก่อน ถึงตอนนี้ ผมคิดว่ามันสำคัญกับหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมได้พูดคุยกับพวกเขา
นักแสดงชายคนหนึ่งเป็นแฟนกับนักแสดงหญิงในชีวิตจริง และทั้งสามคนเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน พวกเขาเคยทำวงดนตรีและมีความฝัน
ผมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดบางอย่างของพวกเขา ความรักที่ระหองระแหง ความฝันที่ไม่เป็นจริง และตัดสินใจใส่เรื่องราวเหล่านี้ลงไปในหนัง (โดยไม่สนใจเนื้อเรื่องที่เตรียมมา) ส่วนหนึ่งเพราะอยากบันทึกความทรงจำนี้ลงไปในหนัง และส่วนหนึ่งเกิดจาก ผมกำกับนักแสดงไม่เป็น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือให้พวกเขาเล่นเป็นตัวเอง จากจุดเชื่อมเดียวที่มี (อย่างบังเอิญและมหัศจรรย์) ระหว่างความจริงของพวกเขาและเรื่องสั้นของผมก็คือ พวกเขาเคยทำวงดนตรี เวลาให้พวกเขาเล่นแล้วพวกเขาเล่นไม่ได้ ผมจะสัมภาษณ์พวกเขาก่อนแลัวให้พวกเขาแสดงซำ้อีกที ตอนตัดต่อผมชอบความสัมพันธ์ของเพื่อนสองคนนี้มาก เลยตัดสินใจเอาฟุตเตจสัมภาษณ์มาใส่ในหนังด้วย

 

ที่ร้านฮาเทหน้า (เด็ดเป็นคนพาไปนั่งคุยกับพี่ๆ เค้า) ผมได้เจอพี่เจ สันติภาพ อินกองงาม ( พวกเราทำให้พี่เจ ตกรถไฟไปเชียงใหม่ และมันทำให้เราได้ถ่ายฉากจบที่บ้านของพี่เจ ฉากจบนี้เราถ่ายกันเป็นซีนแรกครับ) ระหว่างที่รอโจ๊กขึ้นมาจากกรุงเทพ (โจ๊กตามมาทีหลัง) ผมกับปาล์ม ธาดา เฮงทรัพย์กูลขึ้นมาเมากันก่อน (เมาจริงๆ นอนตีสี่ทุกคืน ตั้งแต่ในตู้เสบียงจนถึงมาถึงเชียงใหม่ สามสี่วันก่อนถ่าย) ปาล์มเรียนถ่ายภาพอยู่ปีสาม และได้พบกับพี่กรกฤช ที่ร้านพี่จั๋งด้วย
(ปาล์มมันคลั่งไคล้พี่กรกรชมากถึงขนาดเอาขวดเหล้าที่มีลายมือของพี่เค้าเขียนอยู่กลับมาด้วย!)
พี่เจพาไปเยี่ยมเพื่อนศิลปินที่ทำบ้านพักในศิลปินมาพำนักและทำงานศิลปะ (คำเปิง) ชื่อพี่อ๋อง โดยไม่รู้ว่าในคืนสุดท้ายที่เราถ่ายกัน ฝนตกลงมาตลอด ไปถ่ายในป่าไม่ได้ เลยต้องมาใช้พื้นที่ของคำเปิงถ่ายแทน ลองดูความมหัศจรรย์ของความเชื่อมโยงสิครับ ถ้าเด็ดไม่พาไปร้านฮาเทหน้า หนังเรื่องนี้คงได้ถ่ายกันที่อื่นและด้วยอารมณ์ของสถานที่ หนังคงจะเปลี่ยนไปจากนี้เยอะทีเดียว


วันที่ถ่ายคือวันที่นักแสดงว่างตรงกัน (ไม่ใช่คิวแสดงนะ พวกเขาต้องทำงานกันนี่ครับ) ก่อนนักแสดงว่าง เราสามคน ผม โจ๊ก และปาล์ม ตระเวนไปเรื่อยๆ เพื่อหาสถานที่ถ่ายทำ พี่โจ้ใจดีมากๆ พี่โจ้บอกให้เราทำตารางใช้รถไปให้ดู จะให้ยืมรถยนตร์ใช้ (ถึงตอนนี้พี่โจ้คงรู้แล้วว่าที่เราไม่ได้รบกวนพี่โจ้ เพราะเราไม่มีแผนกันหนะซิครับ ฮา ) เที่ยวไปด้วย กินไปด้วย สนุกมากๆ เขื่อนแม่กวง ดอยสะเก็ด สะเมิง ขณะกำลังเดินทาง ดอยที่เห็นอยู่ไกลๆ กับท้องฟ้าที่อึมครึมอยู่เสมอๆ ทำให้ผมคิดอยู่ในใจตลอดว่าถ้ามีโอกาส จะขอทำหนังยาวๆเรื่องขอความรักบ้างได้ไหม แบบจริงๆ สักครั้งนึง (ไม่ใช่ดัดแปลงเป็นหนังแบบนี้) สุดท้ายโลเกชันที่ไปหามาก็ไมได้ถ่ายหรอกครับ แต่มันสำคัญตรงที่มันทำให้ผมเห็นภาพในหนังได้ชัดขึ้นว่า บรรยากาศควรจะเป็นตัวแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน
สำหรับผมหนังเรื่องนี้กอรปขึ้นด้วยจุดเป็นจำนวนมาก มีเส้นตรงหนึ่งเส้นคอยลากจุดเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เมื่อลากผ่านจุดหนึ่ง จุดนั้นจะบอกว่าผมควรลากเส้นนั้นไปที่จุดไหนต่อ เรื่องราวระหว่างจุดที่เราได้กรายใกล้มัน ได้กำหนดทางเดินให้เราไปหาจุดต่อไป



 

 

งานสังสรรค์และแสดงศิลปะระยะสั้น หลังจากพำนักอยู่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ของ ธาดา เฮงทรัพย์กูล ผู้เข้าร่วมคนแรกของ bookhemian residency program
ธาดาจะเสนองานด้านภาพถ่ายโดยที่เขาทำงานผ่านกระบวนการที่ชุมชนในถนนถลางมีส่วนร่วม

อ่านบันทึกประจำวันของธาดา  www.room2521.com/proj09

Host:
Type:
Network:
Global
Date:
Tuesday, July 7, 2009
Time:
7:00pm - 10:00pm
Location:
ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑
Street:
Talang
City/Town:
Phuket, Thailand

 

 

เอนทรีนี้โฆษนาขายของครับ

 

ตราบใดที่ยังมีคนเขียนบทกวี(ดีๆ) ก็ยังคงมีบทกวี(ดีๆ)

แต่อาจจะไม่มีหนังสือบทกวี (ดีๆ) ถ้าเราไม่ช่วยทำมันออกมา

ร้านหนังสือจึงได้สนับสนุนหนังสือบทกวี (ที่เราเห็นว่าดี เป็นของจริง  และของแท้) 

 ด้วยการผลิตมันออกมา  (ในแบบที่เราพอจะทำได้) ครับ

 

 

 

 ใกล้กาลนาน รวมกวีนิพนธ์ของอุเทน มหามิตร

บทกวีทั้งหมดในเล่มนี้อุเทนได้แรงบันดัลจากประวัติชีวิตของกู้เฉิง กวีชาวจีน

ในยุค70-80  และการศึกษาผลงานของเขา

การทำงานของอุเทนในระยะหลัง ตั้งแต่ร่วมโครงการหนึ่งปีของ the land 

จะเป็นงานstudy งานเขียนของกวีที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขา

(อุเทน เคยเป็นนักเรียนจิตรกรรมมาก่อน  เขาจึงใช้วิธีการแบบเดียวกันในการศึกษาการเขียนบทกวี)

ผลงานที่พอจะเรียกได้ว่าทำให้อุเทน มหามิตรเป็นที่รู้จักของนักอ่านทั่วไปน่าจะได้แก่

ฤดูมรสุมบนสรวงสรรค์ งานที่เขาstudy งานของอาตูร์ แรงโบด์ 

 

โดยส่วนตัว ไม่รู้ว่าผมอ่านประวัติของกู้เฉิงในคำนำเสนออุเทนก่อนหรือเปล่า

(กู้เฉิงใช้ขวานฆ่าภรรยาของก่อน ก่อนผูกคนตายใต้ต้นไม้ ขณะพำนักอยู่ในนิวซีแลนด์)

มันอาจส่งผลให้ผมอ่านบทกวีทั้งหมดในเล่มด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง  

มันทั้งสุขและหดหู่ในเวลาเดียวกัน   มันทั้งเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์และก็เต็มไปด้วย

ความอ่อนแอของการเป็นมนุษย์

ผมไม่เคยได้อ่านบทกวีที่ทำให้รู้สึกแบบนี้มานานโขทีเดียว

 

เมื่อทราบจากอุเทนว่าหนังสือเล่มนี้โดนปฏิเสธจากหลายสำนักพิมพ์มาแล้ว

จึงอยากช่วยกันเผยแพร่งานดีๆ แบบนี้ให้นักอ่านคนอื่นๆ ด้วย

ใครสนใจทดลองอ่าน เชิญได้ที่ซุ้มขายหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือฯ

(ระหว่างบรรทัด  คมบาง  อัลเทอร์เนทีฟ ไรเตอร์   ใต้ดิน  บ้านหนังสือ)

 11-27 ตุลาคมนี้ครับ)

และร้านหนังสือเล็ก ๆ  ร้านหนังสือเดินทาง   ประตูสีฟ้า   ร้านหนังสือที่vanila garden ?  

 (ร้านเล่าเชียงใหม่ กับ หนัง(สือ)2521 ภูเก็ตมีเวอร์ชันทำมือขายอยู่ครับ)

 

  

 

 

 


Creative Commons License