Bookhemian-Event

2011/Sep/07

T E A T A L K : Ceramics Exhibition Panchalie Sathirasas



 
สรวลสรร จำนรรจ์ชา: นิทรรศการดินเผา

โดยปานชลี สถิรศาสตร์ 17-25 กันยายน 2554
สถาบันปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท ๕๕ ( ระหว่างซอยทองหล่อ ๑-๓)

กิจกรรมระหว่างนิทรรศการ 

1.พบปะสนทนา ดื่มชากับช่างปั้น ปานชลี สถิรศาสตร์ 10.00-20.00 น ทุกวัน


2 workshop การปั้นถ้วยชาโดยวิธีการกดดิน ( Pinching) โดย นพ.มารุต เหล็กเพชร (นฆ ปักษนาวิน)
วัน พุธที่ 21 กันยายน เวลา 16.00-18.00 น. บริเวณลานนำพุ  รับจำนวนจำกัด โทรจองได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-7885901  (เข้าร่วมได้ฟรี)

3 ขอเชิญร่วม สรวลสรรเสวนา "หนังสือแห่งชา" วันศุกร์ที่ 23 กันยายน เวลา 16.00-18.00
ผู้นำเสวนา: อู่ทอง โฆวินทะ, สุวรรณา สถาอานันท์, ดวงใจ หล่อธนวณิชย์,
ประวิตร โรจนพฤกษ์ และ กรินทร์ กลิ่นขจร ดำเนินรายการโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

(หนังสือแห่งชา โดย คะคุโซ โอคะคุระ /ประวิตร โรจนพฤกษ์ และ กรินทร์กลิ่นขจร แปล)

หนังสือเล่มน้อยซึ่งประท้วงวิพากษ์ความเชี่ยวกรากหยาบคายของอารยธรรมอุตสาหกรรม-ทุนนิยมจากตะวันตกสู่ญี่ปุ่นในช่วงต้นศริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ และไขแสดงปริศนาแห่งมนุษยชาติไปพร้อมกัน ด้วยการกลับไปแสวงหารากแก้วแห่งจิตวิญญาณของตน คะคุโซ โอคะคุระ ค้นพบรากแก้วนั้นในพิธีชา 
แต่ละบท “ถ้วยแห่งมนุษยชาติ” “สกุลชา” “ลัทธิเต๋าและนิกายเซน” “ห้องชา” “การซาบซึ้งศิลปะ” “ดอกไม้” และ “อาจารย์ชา” ต่างเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเนรมิตจินตนาการเกี่ยวกับประสบการณ์อันสุนทรีย์ ซึ่งหล่อเลี้ยงด้วยการดื่มด่ำกับสิ่งอันสามัญ เฉพาะครั้งชั่วคราว ไร้ความสมบูรณ์ถาวร กระบวน วิธี ชงชาอันละเอียดประณีต ก่อรูปเป็น พิธี ชาอันงดงาม กลายเป็น วิถี แห่งชีวิตทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง ซึ่งยังคงสื่อนัยสำคัญต่อผู้คนจำนวนมากในสังคมปัจจุบัน ท่ามกลางมลพิษ เสียงหนวกหู ตึกระฟ้าที่สูงเสียดแทงท้องฟ้าจนทะลุ ตลอดจนอำนาจอาวุธที่จะเข่นฆ่ากันเองอย่างทรงประสิทธิภาพ* 

*คำนำ ในหนังสือแห่งชา โดยสุวรรณา สถาอานันท์

2010/Jan/29

 

moc_poster_sm

installationview_sm

       installation view

      การแสดงภาพถ่ายโดยปาริสุทธิ์ในเดือนตุลาคม  2010

การแสดงภาพถ่ายของปาริสุทธิ์ในเดือนตุลาคม

      โปสเตอร์จำลอง ขนาด 11×21 cm  จำนวน 12 ใบ,สูจิบัตรจำลอง จำนวน 100 ชุด

     นฆ ปักษนาวินได้ทดลองเล่นกับบริบทที่อยู่ภายนอก โดยตีความจากกระบวนการแสดง
นิทรรศการภาพถ่าย  อำนาจเชิงหลอกหลอนที่อยู่ในภาพถ่ายอาจแฝงฝังตัวเองไปกับบริบททางสังคม อำนาจบางอย่างจึงเกิดขึ้นจากการโอบอุ้มชุบชูของธรรมเนียมปฎิบัตินานา

    การ”ตีความ”ศิลปะได้หลอกหลอนภาพถ่าย หรือภาพถ่ายได้หลอกหลอนการตีความ หรือว่าทั้งสองสิ่งนั้นได้หลอกหลอนกันเองด้วยทัศนคติ ความเชื่อ หรือตามค่านิยมในยุคสมัยหนึ่งๆ หากจะให้หลงเหลือเป็นร่องรอยจับเค้นอยู่ตรงนั้นตรงนี้ได้ก็คงต้องอาศัยเพียงเวลา

สูจิบัตรจำลอง 

การแสดงภาพถ่ายของปาริสุทธิ์ในเดือนตุลาคม

การแสดงภาพถ่ายของปาริสุทธิ์ในเดือนตุลาคม

 

รายละเอียดนิทรรศการ

นิทรรศการภาพถ่าย Ghost in the Photo  (นิทรรศการกลุ่มโดย 13 ศิลปิน)

เปิดแสดงทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 11.00 -24.00 น. และอาทิตย์ เวลา 11.00 – 18.00 น. ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2553 ที่ Merz Art Space (ใกล้อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน) 

 

Ghost in the Photo 

 



เป็นความจริงที่ว่า ‘ภาพหนึ่งภาพแทนถ้อยคำนับพันคำ’ แต่อะไรคือความจริงที่ภาพถ่ายเหล่านั้นนำเสนอ 
ยังคงเป็นคำถามที่หลายคนพยายามหาคำตอบ  และยิ่งเป็นภาพถ่ายที่สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ 
โดยผ่านสายตาอันแหลมคมของช่างภาพและเลนส์ของกล้องถ่ายภาพด้วยแล้ว 
ก็ย่อมต้องมีเรื่องราวอันซับซ้อน จึงน่าสงสัยอย่างยิ่งว่า
แล้วเรื่องราวอะไรที่จะเล่าผ่านภาพถ่ายในนิทรรศการGhost in the Photo

หากคุณคิดว่าเป็นเรื่องของความสยองขวัญสั่นประสาท ผีสาง วิญญาณ 
ขอบอกว่าเป็นคำตอบที่ถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะแม้ว่า Ghost จะเป็นคำจำกัดความที่เป็นเสมือนพระเอกของนิทรรศการในครั้งนี้ 
หากแต่ Ghost ของโจทย์ที่ศิลปินนิทรรศการนี้จึงเป็นการแสดง 13 นิยามต่อความพรั่นพรึงถึงอำนาจของภาพถ่าย
โดยช่างภาพรุ่นใหม่ ที่ร่วมกันตีความถึงกระบวนการถ่ายภาพ คุณสมบัติของกล้องถ่ายภาพ 
ไปจนถึงภาพถ่าย ในแง่ของการวิพากษ์ สำรวจ ตั้ง คำถาม ภายใต้คำจำกัดความของ Ghost คือความพรั่นพรึงถึงอำนาจที่เราไม่อาจจับต้องได้ เราควบคุมการถ่ายได้ แต่อาจไม่สามารถควบคุมกระบวนการเผยแพร่ หรือการทำงานของภาพถ่ายได้ทั้งหมด 
เมื่อภาพถ่ายได้สัมพันธ์กับปรัชญา วิญญาณ หรือเข้าถึงพลังงานของสิ่งมีชีวิต ในบางพื้นที่ บางบริบท 
ภาพถ่ายยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ความเชื่อ วัฒนธรรม อำนาจทางสังคม ฯลฯ เมื่อภาพถ่ายได้วิวัฒนาการตัวเองไปสู่พื้นที่ทางการมองเห็นที่ดวงตาของมนุษย์ไม่สามารถเข้าถึง จึงเป็นโอกาสที่ช่างภาพรุ่นใหม่จะได้เข้าไปเผชิญ และพิสูจน์ความลี้ลับนี้ด้วยทัศนะคติของพวกเอง 

ผลงานของเด็ด จงมั่นคง นำเสนอภาพถ่ายจากฟิลม์โพลาลอยด์ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้จากการถ่าย 
แต่กลับเป็นภาพที่เกิดจากปฏิกิริยาการเสื่อมสภาพของเคมีบนฟิลม์ จนเกิดเป็นภาพที่ดูราวกับรอยคราบของของเหลวบางอย่าง 
จากกระบวนการดังกล่าว ย่อมพูดได้ยากว่านั่นคือภาพถ่ายหรือไม่ แต่ถ้าหากภาพถ่าย คือปฏิกิริยาของเคมีที่ถูกกระตุ้นจากปัจจัยบางอย่าง 
สิ่งที่เกิดขึ้นบนฟิลม์โพลาลอยด์นั้นได้สร้างความย้อนแย้งจากปฏิกิริยาที่ “ไม่ได้ถ่าย” ให้ผู้ชมได้ขบคิดต่อไป 

แทบไม่ต่างไปจากผลงานของ ธาดา เฮงทรัพย์กูล ที่นำเสนอภาพถ่ายจากกระบวนการถอดเลนส์ออกจากกล้อง 
และเมื่อกล้องถูกทำให้อยู่ในสภาพ “ตาบอด” ผลที่ได้คือภาพถ่ายที่ได้จากการเห็นเพียงแสงและสีของกล้องถ่ายภาพ 
ราวกับความมืดมิดของภาพถ่ายก็เป็นเพียงแสงและเท่านั้นรวมไปถึงศิลปินภาพถ่ายที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ประทีป สุธาทองไทย 
ได้นำภาพถ่ายของแม่ซึ่งกำลังนั่งส่องกระจก ทว่าผืนกระจกกลับเป็นภาพถ่ายใบหน้าของแม่ที่ประติดประต่อกัน ล้อระหว่างคุณสมบัติของกระจกและภาพถ่ายอย่างน่าฉงน 
และนอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายของอภิชาติ ยิ้มย่อง ซึ่งได้นางแบบรับเชิญอย่าง ริค วชิรปิลันท์ 
และผลงานของช่างภาพรุ่นใหม่อีกมากมาย อาทิ นฆ ปักษนาวิน อนุชิต นิ่มตลุง, ชาติฉกาจ ไวกวี, กัลปวสาน, ธันยนันท์ อ่อยอารีย์, ชเวศพล+พุทธิมน, ปฏิภัทร จันทร์ทอง, เกตุชญา อังกูรเจริญพร, จุฑามาศ สุขอากาศ และชัยศิริ จิวะรังสรรค์ 


นิทรรศการภาพถ่าย Ghost in the Photo เป็นนิทรรศการในลำดับที่ 3 ของอาร์ต แกลอรี่น้องใหม่

นิทรรศการภาพถ่าย Ghost in the Photo 
เปิดแสดงทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 11.00 -24.00 น. 
และอาทิตย์ เวลา 11.00 – 18.00 น. 
ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2553 
ที่ Merz Art Space (ใกล้อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน) 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2629-0854 หรือ 08-1909-4907

2009/Dec/28

  

2009/Sep/01

RIP  ALEXIS and NIKA   

แม้ว่าจะได้หายใจเอาอากาศแห่งโลกภาพยนตร์ร่วมกับคุณไม่กี่ครั้ง มุ่นมวลของบางอย่างอาจจางหายไปจากเบาะเก้าอี้ในโรงหนังในเมืองแห่งนั้น บนโต๊ะอาหารบางค่ำคืนในเมืองแห่งนี้ หลงเหลือเพียงบทสนทนาและตะไคร่ของความทรงจำ 

ขอให้พำนักอยู่ในความสวนสงบนิรันดร์

 

-------------------------------------------------------------------- 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น Pulsatile Mass

documentary+fiction | 40 min | sound | colour  

แสดง

 

ฟลุก/มาช   สิปปภาส     จำนงค์ภักดี   

โน้ต  /แดน             อชิระ    นาคะปรีชา

ปอ  /ณู    อคีราห์  พิมพ์ภีรธรรม

 

 

วิชาติ สมแก้ว

ผู้ช่วยกำกับภาพยนตร์

 

ธาดา เฮงทรัพย์กูล

บันทึกเสียง/ภาพนิ่ง

 

ไพสิฐ  พันธุ์พฤกษชาติ 

ออกแบบเสียง

 

 

 

ขอขอบคุณเป็นพิเศษ

สันติภาพ อินกองงาม

ย้อนแยงสุนทรียะและเพื่อน

ศุภโมกข์  ศิรารักษ์

ภัควดี  วีระภาสพงษ์

นนทวัฒน์   นำเบญจพล

ร้านเล่า เชียงใหม่

ร้านฮาเทหน้า  

 

โดยแรงบันดาลใจจากนวนิยาย
ขอความรักบ้างได้ไหม โดย พิบูลศักดิ์  ละครพล

 

 screen play

จากเรื่องสั้น    ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น 

 

ภาพยนตร์โดย

นฆ  ปักษนาวิน 

 

---

 

 

 

 

  

ขอขอบคุณทุกคนมากๆครับ 

ภาพโดยปาล์ม นิล โจ๊ก  

 ----------- 

บันทึก 

ผมทำหนังเรื่องนี้ด้วยความสุขมากครับ หนึ่งในนั้นคือการได้ไปเชียงใหม่ เชียงใหม่ในนิยายสั้นๆ เรื่องขอความรักบ้างได้ไหม
คือทุ่งหญ้าบนภุเขาแห่งฤดูที่ท้องฟ้ามีสีฟ้าสด ใบไม้ผลัดใบ และเมฆลอยล่องอยู่บนนั้น มันเป็นเชียงใหม่ในเชิงเปรียบเทียบ
ซึ่งผมมักมองเห็นในยามหลับตา แหงนหน้าขึ้นไปที่ดอยสุเทพ มีโรงนาในจินตภาพ มาช แดน และณู มีชีวิตอยู่ที่นั่น
ด้วยความรักและความเศร้าสร้อย โมงยามซึ้งสุขและบางสิ่งที่หนักหน่วงในอก


มีสามสิ่งที่อยู่ในหัว ขณะผมคิดถึงหนังเรื่องนี้ก่อนที่จะได้ลงมือทำ คือ ผมต้องไปเชียงใหม่ ค้นหามาช แดน และณูซึ่งอยู่ในใจผมมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน สองคือ เรื่องสั้นประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น เรื่องสั้นๆเรื่องนี้วนเวียนอยู่ในหัวและมันคงอยากจะเล่าเรื่องของมันต่อ มันคบไม่อยากให้ผมจบมันลงด้วยความยาวเพียงสองหน้า แต่ผมหลงรักกระบวนการเขียนมัน ตอนที่เขียนผมลองหยิบยืมวิธี autonomic writing ของกลุ่มเซอเรียลลิสต์มาใช้ (ต้องขอบคุณ underground buleteen,ไทกิ,และ Filmsick) และหลงรักกระบวนการนั้นช่วงขณะนั้นเกินกว่าที่จะกลับไปแก้ไขหรือเขียนต่อไปให้มันคลี่คลาย และสามคือ รู้ว่าคุณภัควดี วีระภาษพงษ์ (ส่วนที่เป็นสัมภาษณ์ในหนังครึ่งแรก) อยู่ที่เชียงใหม่ และการได้ถือโอกาสทำหนัง(การเมือง?) ไปด้วย ได้ไปคุยกับคุณภัควดีด้วย นั่นมันเป็น ideal สุดๆแล้วครับ สำหรับผม


ผมลองแบ่งโครงสร้างของหนังออกเป็นสองภาค (ตอนแรกหารู้ไม่ว่าเค้าจำกัดความยาวแค่ 15 นาที) ส่วนแรกเป็นสารคดีสัมภาษณ์คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ประเด็นเรื่อง การเมืองฉายภาพอนาคต (Prefigurative Politics) และส่วนในภาคหลังจะทำโดยการดัดแปลงเรื่องสั้นของผมเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางตอนของนวนิยาย “ขอความรักบ้างได้ไหม”
อาจเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีคนแสดงเรื่องแรกของผม เนื่องจากสำหรับหนังเรื่องนี้ผมทั้งใจทดลองในทุกๆกระบวนการณ์ ( ในตอนหลังผมพบว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากที่สิ่งที่คุณภควดีพูดถึงเกี่ยวกับการเมืองฉายภาพอนาคตก็คือ การให้ความสำคัญกับกระบวนการที่นำไปสู่เป้าหมาย) ดังนั้น การทดลองแรกของผมคือ การไม่ casting นักแสดง ตั้งแต่ผมตัดสินใจถ่ายเรื่องนี้ที่เชียงใหม่ ผมโทรไปชวนวิชาติ สมแก้ว (โจ๊ก) ที่พักหลังนี้ไปไปมามาเชียงใหม่บ่อยๆ มาช่วยทำหนังเรื่องนี้ด้วย ยกหน้าที่หานักแสดง ผู้ชายสองคน ผู้หญิงหนึ่งคน ให้โจ๊ก โจ๊กเลยชวนน้องๆ ถาปัด ลาดกระบัง
ที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ มาช่วยแสดง ผมไม่ได้เจอนักแสดงหรือกระทั่งเห็นรูปถ่ายจนเมื่อไปถึงเชียงใหม่ นัดดื่มกันที่ร้านฮาเทหน้า ของพี่จั้ง ( แห่งย้อนแยงสุนทรียะและสหาย) และนัดถ่ายกันในวันรุ่งขึ้น โดยที่วันนั้นนักแสดงยังไม่มีบทอยู่ในมือ! (วันไหนๆก็ไม่มีครับ ฮา)
สาเหตุจากทีีเราไม่ได้เจอนักแสดงมาก่อน ถึงตอนนี้ ผมคิดว่ามันสำคัญกับหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมได้พูดคุยกับพวกเขา
นักแสดงชายคนหนึ่งเป็นแฟนกับนักแสดงหญิงในชีวิตจริง และทั้งสามคนเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน พวกเขาเคยทำวงดนตรีและมีความฝัน
ผมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดบางอย่างของพวกเขา ความรักที่ระหองระแหง ความฝันที่ไม่เป็นจริง และตัดสินใจใส่เรื่องราวเหล่านี้ลงไปในหนัง (โดยไม่สนใจเนื้อเรื่องที่เตรียมมา) ส่วนหนึ่งเพราะอยากบันทึกความทรงจำนี้ลงไปในหนัง และส่วนหนึ่งเกิดจาก ผมกำกับนักแสดงไม่เป็น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือให้พวกเขาเล่นเป็นตัวเอง จากจุดเชื่อมเดียวที่มี (อย่างบังเอิญและมหัศจรรย์) ระหว่างความจริงของพวกเขาและเรื่องสั้นของผมก็คือ พวกเขาเคยทำวงดนตรี เวลาให้พวกเขาเล่นแล้วพวกเขาเล่นไม่ได้ ผมจะสัมภาษณ์พวกเขาก่อนแลัวให้พวกเขาแสดงซำ้อีกที ตอนตัดต่อผมชอบความสัมพันธ์ของเพื่อนสองคนนี้มาก เลยตัดสินใจเอาฟุตเตจสัมภาษณ์มาใส่ในหนังด้วย

 

ที่ร้านฮาเทหน้า (เด็ดเป็นคนพาไปนั่งคุยกับพี่ๆ เค้า) ผมได้เจอพี่เจ สันติภาพ อินกองงาม ( พวกเราทำให้พี่เจ ตกรถไฟไปเชียงใหม่ และมันทำให้เราได้ถ่ายฉากจบที่บ้านของพี่เจ ฉากจบนี้เราถ่ายกันเป็นซีนแรกครับ) ระหว่างที่รอโจ๊กขึ้นมาจากกรุงเทพ (โจ๊กตามมาทีหลัง) ผมกับปาล์ม ธาดา เฮงทรัพย์กูลขึ้นมาเมากันก่อน (เมาจริงๆ นอนตีสี่ทุกคืน ตั้งแต่ในตู้เสบียงจนถึงมาถึงเชียงใหม่ สามสี่วันก่อนถ่าย) ปาล์มเรียนถ่ายภาพอยู่ปีสาม และได้พบกับพี่กรกฤช ที่ร้านพี่จั๋งด้วย
(ปาล์มมันคลั่งไคล้พี่กรกรชมากถึงขนาดเอาขวดเหล้าที่มีลายมือของพี่เค้าเขียนอยู่กลับมาด้วย!)
พี่เจพาไปเยี่ยมเพื่อนศิลปินที่ทำบ้านพักในศิลปินมาพำนักและทำงานศิลปะ (คำเปิง) ชื่อพี่อ๋อง โดยไม่รู้ว่าในคืนสุดท้ายที่เราถ่ายกัน ฝนตกลงมาตลอด ไปถ่ายในป่าไม่ได้ เลยต้องมาใช้พื้นที่ของคำเปิงถ่ายแทน ลองดูความมหัศจรรย์ของความเชื่อมโยงสิครับ ถ้าเด็ดไม่พาไปร้านฮาเทหน้า หนังเรื่องนี้คงได้ถ่ายกันที่อื่นและด้วยอารมณ์ของสถานที่ หนังคงจะเปลี่ยนไปจากนี้เยอะทีเดียว


วันที่ถ่ายคือวันที่นักแสดงว่างตรงกัน (ไม่ใช่คิวแสดงนะ พวกเขาต้องทำงานกันนี่ครับ) ก่อนนักแสดงว่าง เราสามคน ผม โจ๊ก และปาล์ม ตระเวนไปเรื่อยๆ เพื่อหาสถานที่ถ่ายทำ พี่โจ้ใจดีมากๆ พี่โจ้บอกให้เราทำตารางใช้รถไปให้ดู จะให้ยืมรถยนตร์ใช้ (ถึงตอนนี้พี่โจ้คงรู้แล้วว่าที่เราไม่ได้รบกวนพี่โจ้ เพราะเราไม่มีแผนกันหนะซิครับ ฮา ) เที่ยวไปด้วย กินไปด้วย สนุกมากๆ เขื่อนแม่กวง ดอยสะเก็ด สะเมิง ขณะกำลังเดินทาง ดอยที่เห็นอยู่ไกลๆ กับท้องฟ้าที่อึมครึมอยู่เสมอๆ ทำให้ผมคิดอยู่ในใจตลอดว่าถ้ามีโอกาส จะขอทำหนังยาวๆเรื่องขอความรักบ้างได้ไหม แบบจริงๆ สักครั้งนึง (ไม่ใช่ดัดแปลงเป็นหนังแบบนี้) สุดท้ายโลเกชันที่ไปหามาก็ไมได้ถ่ายหรอกครับ แต่มันสำคัญตรงที่มันทำให้ผมเห็นภาพในหนังได้ชัดขึ้นว่า บรรยากาศควรจะเป็นตัวแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน
สำหรับผมหนังเรื่องนี้กอรปขึ้นด้วยจุดเป็นจำนวนมาก มีเส้นตรงหนึ่งเส้นคอยลากจุดเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เมื่อลากผ่านจุดหนึ่ง จุดนั้นจะบอกว่าผมควรลากเส้นนั้นไปที่จุดไหนต่อ เรื่องราวระหว่างจุดที่เราได้กรายใกล้มัน ได้กำหนดทางเดินให้เราไปหาจุดต่อไป



2009/Jul/02

 

 

งานสังสรรค์และแสดงศิลปะระยะสั้น หลังจากพำนักอยู่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ของ ธาดา เฮงทรัพย์กูล ผู้เข้าร่วมคนแรกของ bookhemian residency program
ธาดาจะเสนองานด้านภาพถ่ายโดยที่เขาทำงานผ่านกระบวนการที่ชุมชนในถนนถลางมีส่วนร่วม

อ่านบันทึกประจำวันของธาดา  www.room2521.com/proj09

Host:
Type:
Network:
Global
Date:
Tuesday, July 7, 2009
Time:
7:00pm - 10:00pm
Location:
ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑
Street:
Talang
City/Town:
Phuket, Thailand