
yellow mask
Moccumenta #02
byNP
ไข้หวัดใหญ่ 2009
ตั้งแต่เห็นดูข่าวไข้หวัดใหญ่ระบาดไปถึงในประเทศญี่ปุ่น แล้ว
ตอนนั้นประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อรายแรกๆ ผมรู้เลยว่าเราไม่มีทางจำกัดการระบาดในประเทศไทยได้แน่นอน
เพราะที่ญี่ปุ่นเอง แม้เป็นไข้หวัดธรรมดา ทุกคนจะต้องใส่หน้ากอกเพื่อไม่ให้เชิ้อไวรัสที่มี
อยู่ในตัวเองไปติดคนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน เพราะสังคมญี่ปุ่นตระหนักมากในเรื่องที่เรียกว่า กิริ และ นินโจ (กิริ คือ การปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามบทบาทหน้าที่ในสังคมที่ตัวเองสังกัดอยู่
นินโจ คือ การกระทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถ้าสองสิ่งนี้ขัดแย้งกัน ต้องทำตามกิริก่อน )
นี่ทำให้คนญี่ปุ่นขี้เกรงใจคนอื่นเป็นอย่างมาก และรู้สึกผิดถ้าต้องทำให้คนอื่นเดือนร้อน
สำหรัับประเทศไทยเอง เราไม่เคยมีวัฒนธรรมหน้ากากอนามัย เรายังรู้สึกรังเกียจคนที่ใส่หน้ากากอนามัยด้วยซ้ำไป (เช่นข่าวรถตู้ไล่ผู้โดยสารลงจากรถในช่วงแรก) เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมรังกียจหน้ากากอนามัยของเราเองนี่แหละที่อ้าแขนรับและเป็นตัวแพร่กระจายเชื้อได้ดีที่สุด
ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่ไข้หวัดสายพันธิ์ใหม่นี้ไม่ร้ายแรงเท่าซาร์หรือไข้หวัดนก เราถึงไม่ค่อยตระหนักถึงการระบาดของมันมากนัก ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อผ่านไข้หวัดนี้ไปได้ เมื่อการระบาดจบสิ้น (จะมีคนจำนวนหนึ่ง ที่จะเสียชีวิตเพราะโรคนี้ ส่วนคนทั่วไปติดโรคกันหมดจนมีภูมิกันทุกคน -กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปีๆ แล้วแต่ความสามารถในการกำจัดการระบาด คือถ้าควบคุมการระบาดได้ดี เวลาก็จะยิ่งทอดนานไปเรื่อยๆ)
เราจะมีวัฒนธรรมในการเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้อื่นมากขึ้น--ดูแลความรู้สึกจิตใจของคนใส่หน้ากากอนามัยได้ดีขึ้น (ไม่ใช่คำทักทายขำขำและท่าทางรังเกียจแบบขำขำ)
อีกเรื่องคือค่อนข้างแปลกใจนะครับ ที่หน้ากากอนามัยแบบแฟนซี ออกมาขายช้ากันจังในบ้านเรา พวกโรงงานเร่งออกแบบเร่งผลิดหน่อยนะครับ รับรองว่าถ้าปลุกกระแสหน้ากากอนามัยขึ้นเมื่อไร ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ผมออกแบบให้แบบหนึ่งก้อได้ครับ ข้างบน แฮะๆ
การใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเราเป็นหวัด ถือเป็นการทำความดีอย่างหนึ่งนะครับ
เรามาร่วมกันทำความดีนั้นกันเถอะครับ คนที่คอยดูแลเราจะได้ภูมิใจว่าลู กๆคนช่วยกันเข้มแข็ง
