2009/Jul/23

 

ลับแล,แก่งคอย  นวนิยายของอุทิศ เหมะมูล ได้ซีไรต์ไปเรียบร้อยแล้วในใจของผม

ตอนที่นิยายเรื่องนี้ออกใหม่ๆ นับว่าหายากมากในภูเก็ต แล้วในที่สุดผมก็เจอที่ร้านหนังสือที่ vanilla garden ที่เมืองบางกอกโน่นเชียว อ่านบทแรกในโรงแรม  อ่านบทที่สองบนรถไฟ  แล้วก็ค้างเอาไว้ เมื่อรถไฟไปถึงเชียงใหม่ หลังจากนั้นก็วุ่นวายจนกลับมาภูเก็ตแล้วจึงได้อ่านต่อ

แล้วผมก็อ่านต่อจนรวดเดียวจบ ความสนุกตื่นเต้น(ในแบบของผม)เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมาถึงหน้าสุดท้ายก็พบว่านวนิยายเรื่องนี้ได้เอาหัวใจผมไปแล้ว

เรื่องย่อ 

เด็กชายคนหนึ่งถูกแม่กับพ่อบุญธรรมนำไปที่วัด  พวกเขาคิดว่าเหตุที่เด็กชายมีนิสัยผิดแปลก  เพราะถูกผีเข้า  เพื่อฝากให้พระช่วยดูแลปัดเป่าเหตุร้ายทั้งมวลออกไปจากตัวเด็กชาย  หลังจากนั้นเรื่องเล่าทั้งหลายจะเกิดขึ้นผ่านถ้อยคำบอกเล่าของเด็กชาย  (และมีการป้องปากพูดคุยกับคนอ่านเป็นระยะๆ)  

เรื่องเล่าของเด็กชายย้อนไปยังอดีตรุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อรุ่นแม่  เรื่อยมาจนคนรุ่นเขาเกิดขึ้น  มาถึงปี2535 (ปีที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬขึ้น) เด็กชายเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นพอดี

นวนิยายแบ่งเรื่องเล่าออกเป็นห้าภาค  จากภาคแรก กำเนิดจากเรื่องเล่า/ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง/ในป่าหิมพานต์/ฌาปนกิจความจริง/เถ้าอังคารของความลวง

ต้องบอกด้วยว่าในภาคแรกๆ  กำเนิดจากเรื่องเล่า-ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง ผมอาจจะค่อนข้างมีปัญหากับการเล่าเรื่องนิดนึง ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แต่ว่าไม่ชินมากกว่า ในภาคแรกๆ จะมีการใช้ภาษาที่ดูค่อนข้างห่างไกลจากตัวเรื่องเล่าในภาคต่อๆมาไปนิดนึง   มีการใช้ภาษาแบบเรียงความอยู่เป็นระยะๆ  

แต่พอพ้นจากนี้ไปแล้ว ในภาคที่สาม นวนิยายเรื่องนี้ก็ดึงดูดผมให้ติดกับดักของเรื่องเล่าได้อย่างลึกซึ้ง ลึกซึ้งและใจสลาย  ยิ่งตอนท้ายๆ ผู้เขียนให้เค้าลางกับเงื่อนงำ (ต้องใช้คำนี้ครับ คือ ทั้งมีเงื่อนงำที่อาจเป็นกูญแจ พาผู้อ่านคาดเดาไปยังจุดจบ กับทั้งให้เค้าลาง ของความอับอายและความเสื่อมของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของตัวละครเด็กชายเป็นอย่างดี) 

การที่ผู้เขียนใช้วงเล็บเพื่อป้องปากพูดคุยกับคนดูเป็นระยะๆ ทำให้เราค่อนข้างผูกพันกับตัวละครคนนี้มากเป็นพิเศษ (แหงหละ  บวกกับในเมื่อเขาเป็นเจ้าของเรื่องเล่านี่นา)  

เสน่ห์ของเรื่องนี้อาจจะอยู่ตรงนี้ครับ คือในเมื่อเด็กชายทำให้เรารู้สึกร่วมเอาใจไปกับเขาแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำให้เราพึงใจมากหรอกครับ เขากลับไปเล่าเรื่องพี่ชายของเขาจนเรารู้สึกอินและบางครั้งก็นอกใจไปเชียร์พี่ชายที่ชื่อแก่งคอยของเขา  แต่พอสุดท้ายแล้วเด็กชายก็ทำเรื่องบางอย่างจนเรารู้สึกจงชังจงแค้นการกระทำของเขาเสียเหลือเกิน  แล้วเรื่องเล่าก็พลิกไปจนความลึกซึ้งใจสลายเกิดขึ้นในตัวเราอีกระลอก  หลังจากจุดพลิกผันอ่อนแรงไปลแ้ว (หลังจากนี้เล่าไม่ได้แล้วครับ มันจะสปอยด์  ใครอ่านจบแล้วก็คงรู้นะครับว่ามันเป็นยังไง 

เราถูกเรื่องเล่าโบยตี และเราก็อยากให้มันโบยตีอีกครั้งเพราะมันยังไม่สาแกใจ (เหมือนนางเอกเรื่องจำเลยรักเลยครับ 55)  แล้วเรื่องเล่าก็ให้เราสุขสมได้อีกครั้ง

 ความดีอีกอย่างก็คือ การใช้ความเปรียบของเขาครับ เห็นได้ชัดในภาคสามภาคสี่ที่เรื่องเล่าไม่ได้ "เล่าความจริง"แบบภาคหนึ่งภาคสองแล้ว แต่การใช้ความเปรียบของเรื่องเล่าในภาคนี้ ได้ "สร้างความจริง" ขึ้นมา  ตัวภาษาของผู้เขียนในภาคนี้นั้น ไม่ได้ใช้เพื่อรองรับการเล่า"ความจริง" แต่ได้ใช้เพื่อการสร้างความจริงขึ้นมาใหม่  ตรงนี้แหละครับ ผู้เขียนเหมือนเป็นพระเจ้าที่คอยบงการให้สรรพสิ่งเกิดขึ้นและสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอธิบายได้ด้วยภาษาของพระเจ้าเท่านั้น  ผมอาจจะยกตัวอย่างหน่อยนะครับ 

การละเล่นประหลาดเปิดเผยตัวมันอย่างหมดเปลือกแล้ว ภูตผีสองตนในป่าร้างชื้นเย็น  อุบัติเหตุหนึ่งของการหายใจออกเพียงเฮือกเดียวกำเนิดขึ้น ....  

 ...ผมเหมือนเดินทางอยู่ในป่าหิมพานต์ ลอบมองเทพารักษ์สององค์อาศัยจังหวะลับตาคนออกมาร่ายรำ  สิ่งที่เห็นไม่ใช่กิจของมนุษย์ควรกระทำ เป็นเรื่องของภูตผีหรือไม่ก็เทวดา เพราะพวกนั้นไม่มีเพศ

.. 

แล้วก็มีอีกหลายตอนนะครับ ที่ผู้เขียนดึงความรู้สึกตะลึงพรึงเพริดของผู้อ่านออกมาได้ ด้วยการใช้ความเปรียบแบบ "พระเจ้าแห่งความเปรียบ"   แบบนี้ เขียนได้ยังไงพี่  (ผมอยากกราบที่ตักซักทีจริงๆ)

สิ่งที่อาจทำให้เห็นชัดว่าผู้เขียนมีอำนวจเหนือต่อเรื่องเล่าของเขาเพียงใด (หรือพูดใหม่ว่า เรื่องเล่าของเขาไม่สยบยอมต่อความจริงได้อย่างไร)  สังเกตให้จาก การใช้ภาษาพูดของตัวละคร แม่(พิทย์) สังเกตดูเถอะครับ ว่ามีบางตอนผู้เขียนให้แม่พูดภาษาอีสาน กับบางตอนที่แม่เปลี่ยนมาพูดภาษากลาง  (ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญมาก) สำหรับบางคนอาจคิดว่านี่ไม่สมจริง แต่ตรงนี้แหละครับ ที่ชี้ว่า อำนาจในการเข้าถึงความจริง ไม่ใช่อยู่ที่การเข้าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตามเนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่่ตัวผู้เขียนต่างหาก และความสมจริงในโลกของภาษาและเรื่องเล่าในเรื่องนี้กำเนิดขึ้นมาจากจุดนี้ครับ 

 

นวนิยายหนาเกือบห้าร้อยหน้า ผมคงอธิบายความดีของมันได้ไม่ละเอียดถี่ถ้วน นอกจากชี้ชวนให้คุณๆหามาอ่านกันนะครับ 

ถ้าให้สรุปสั้นๆก็อย่างที่บอกครับ

 นวนิยายเรื่องนี้ได้เอาหัวใจผมไปแล้ว


 

Comment

Comment:

Tweet


ขอบคุณสำหรับเรื่องย่อครับ
confused smile
#38 by (110.77.247.93|10.0.2.12, 110.77.247.93) At 2014-02-09 18:15,
อ่านแล้วค่า ครูให้อ่านแต่อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ
แงๆ ๆ ๆ ทำไงดีพรุ่งนี้ต้องออกไปรายงานแล้ว
ซับซ้อนมากมายช่วยที T.T
#37 by JaNINa (110.49.3.27) At 2011-09-18 12:07,
If you're in not good state and have no cash to get out from that point, you will have to receive the <a href="http://bestfinance-blog.com/topics/home-loans">home loans</a>. Just because that will aid you unquestionably. I get secured loan every single year and feel great because of this.
#36 by RUSHCecilia35 (95.64.12.20) At 2011-08-05 14:49,
สนุกดีนะค่ะ..............big smile open-mounthed smile confused smile question embarrassed surprised smile wink double wink cry
#35 by paweena (118.175.7.202) At 2011-02-10 14:02,
เเล้วจะเอามาทามไมนิ
#34 by (113.53.95.229) At 2010-08-15 08:51,
ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสว่าง?
#33 by (117.47.235.156) At 2010-08-05 22:21,
ผมอ่นเรื่องนี้สนุกมาก open-mounthed smile
#32 by กวี (203.172.204.118) At 2010-07-02 13:19,
tongue
#31 by กวี (203.172.204.118) At 2010-07-02 13:17,
จะไปหามาอา่นมั้้งง น่าอ่าน cry
#30 by asdasd At 2010-05-09 10:20,