2009/Jul/23

 

ลับแล,แก่งคอย  นวนิยายของอุทิศ เหมะมูล ได้ซีไรต์ไปเรียบร้อยแล้วในใจของผม

ตอนที่นิยายเรื่องนี้ออกใหม่ๆ นับว่าหายากมากในภูเก็ต แล้วในที่สุดผมก็เจอที่ร้านหนังสือที่ vanilla garden ที่เมืองบางกอกโน่นเชียว อ่านบทแรกในโรงแรม  อ่านบทที่สองบนรถไฟ  แล้วก็ค้างเอาไว้ เมื่อรถไฟไปถึงเชียงใหม่ หลังจากนั้นก็วุ่นวายจนกลับมาภูเก็ตแล้วจึงได้อ่านต่อ

แล้วผมก็อ่านต่อจนรวดเดียวจบ ความสนุกตื่นเต้น(ในแบบของผม)เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมาถึงหน้าสุดท้ายก็พบว่านวนิยายเรื่องนี้ได้เอาหัวใจผมไปแล้ว

เรื่องย่อ 

เด็กชายคนหนึ่งถูกแม่กับพ่อบุญธรรมนำไปที่วัด  พวกเขาคิดว่าเหตุที่เด็กชายมีนิสัยผิดแปลก  เพราะถูกผีเข้า  เพื่อฝากให้พระช่วยดูแลปัดเป่าเหตุร้ายทั้งมวลออกไปจากตัวเด็กชาย  หลังจากนั้นเรื่องเล่าทั้งหลายจะเกิดขึ้นผ่านถ้อยคำบอกเล่าของเด็กชาย  (และมีการป้องปากพูดคุยกับคนอ่านเป็นระยะๆ)  

เรื่องเล่าของเด็กชายย้อนไปยังอดีตรุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อรุ่นแม่  เรื่อยมาจนคนรุ่นเขาเกิดขึ้น  มาถึงปี2535 (ปีที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬขึ้น) เด็กชายเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นพอดี

นวนิยายแบ่งเรื่องเล่าออกเป็นห้าภาค  จากภาคแรก กำเนิดจากเรื่องเล่า/ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง/ในป่าหิมพานต์/ฌาปนกิจความจริง/เถ้าอังคารของความลวง

ต้องบอกด้วยว่าในภาคแรกๆ  กำเนิดจากเรื่องเล่า-ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง ผมอาจจะค่อนข้างมีปัญหากับการเล่าเรื่องนิดนึง ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แต่ว่าไม่ชินมากกว่า ในภาคแรกๆ จะมีการใช้ภาษาที่ดูค่อนข้างห่างไกลจากตัวเรื่องเล่าในภาคต่อๆมาไปนิดนึง   มีการใช้ภาษาแบบเรียงความอยู่เป็นระยะๆ  

แต่พอพ้นจากนี้ไปแล้ว ในภาคที่สาม นวนิยายเรื่องนี้ก็ดึงดูดผมให้ติดกับดักของเรื่องเล่าได้อย่างลึกซึ้ง ลึกซึ้งและใจสลาย  ยิ่งตอนท้ายๆ ผู้เขียนให้เค้าลางกับเงื่อนงำ (ต้องใช้คำนี้ครับ คือ ทั้งมีเงื่อนงำที่อาจเป็นกูญแจ พาผู้อ่านคาดเดาไปยังจุดจบ กับทั้งให้เค้าลาง ของความอับอายและความเสื่อมของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของตัวละครเด็กชายเป็นอย่างดี) 

การที่ผู้เขียนใช้วงเล็บเพื่อป้องปากพูดคุยกับคนดูเป็นระยะๆ ทำให้เราค่อนข้างผูกพันกับตัวละครคนนี้มากเป็นพิเศษ (แหงหละ  บวกกับในเมื่อเขาเป็นเจ้าของเรื่องเล่านี่นา)  

เสน่ห์ของเรื่องนี้อาจจะอยู่ตรงนี้ครับ คือในเมื่อเด็กชายทำให้เรารู้สึกร่วมเอาใจไปกับเขาแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำให้เราพึงใจมากหรอกครับ เขากลับไปเล่าเรื่องพี่ชายของเขาจนเรารู้สึกอินและบางครั้งก็นอกใจไปเชียร์พี่ชายที่ชื่อแก่งคอยของเขา  แต่พอสุดท้ายแล้วเด็กชายก็ทำเรื่องบางอย่างจนเรารู้สึกจงชังจงแค้นการกระทำของเขาเสียเหลือเกิน  แล้วเรื่องเล่าก็พลิกไปจนความลึกซึ้งใจสลายเกิดขึ้นในตัวเราอีกระลอก  หลังจากจุดพลิกผันอ่อนแรงไปลแ้ว (หลังจากนี้เล่าไม่ได้แล้วครับ มันจะสปอยด์  ใครอ่านจบแล้วก็คงรู้นะครับว่ามันเป็นยังไง 

เราถูกเรื่องเล่าโบยตี และเราก็อยากให้มันโบยตีอีกครั้งเพราะมันยังไม่สาแกใจ (เหมือนนางเอกเรื่องจำเลยรักเลยครับ 55)  แล้วเรื่องเล่าก็ให้เราสุขสมได้อีกครั้ง

 ความดีอีกอย่างก็คือ การใช้ความเปรียบของเขาครับ เห็นได้ชัดในภาคสามภาคสี่ที่เรื่องเล่าไม่ได้ "เล่าความจริง"แบบภาคหนึ่งภาคสองแล้ว แต่การใช้ความเปรียบของเรื่องเล่าในภาคนี้ ได้ "สร้างความจริง" ขึ้นมา  ตัวภาษาของผู้เขียนในภาคนี้นั้น ไม่ได้ใช้เพื่อรองรับการเล่า"ความจริง" แต่ได้ใช้เพื่อการสร้างความจริงขึ้นมาใหม่  ตรงนี้แหละครับ ผู้เขียนเหมือนเป็นพระเจ้าที่คอยบงการให้สรรพสิ่งเกิดขึ้นและสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอธิบายได้ด้วยภาษาของพระเจ้าเท่านั้น  ผมอาจจะยกตัวอย่างหน่อยนะครับ 

การละเล่นประหลาดเปิดเผยตัวมันอย่างหมดเปลือกแล้ว ภูตผีสองตนในป่าร้างชื้นเย็น  อุบัติเหตุหนึ่งของการหายใจออกเพียงเฮือกเดียวกำเนิดขึ้น ....  

 ...ผมเหมือนเดินทางอยู่ในป่าหิมพานต์ ลอบมองเทพารักษ์สององค์อาศัยจังหวะลับตาคนออกมาร่ายรำ  สิ่งที่เห็นไม่ใช่กิจของมนุษย์ควรกระทำ เป็นเรื่องของภูตผีหรือไม่ก็เทวดา เพราะพวกนั้นไม่มีเพศ

.. 

แล้วก็มีอีกหลายตอนนะครับ ที่ผู้เขียนดึงความรู้สึกตะลึงพรึงเพริดของผู้อ่านออกมาได้ ด้วยการใช้ความเปรียบแบบ "พระเจ้าแห่งความเปรียบ"   แบบนี้ เขียนได้ยังไงพี่  (ผมอยากกราบที่ตักซักทีจริงๆ)

สิ่งที่อาจทำให้เห็นชัดว่าผู้เขียนมีอำนวจเหนือต่อเรื่องเล่าของเขาเพียงใด (หรือพูดใหม่ว่า เรื่องเล่าของเขาไม่สยบยอมต่อความจริงได้อย่างไร)  สังเกตให้จาก การใช้ภาษาพูดของตัวละคร แม่(พิทย์) สังเกตดูเถอะครับ ว่ามีบางตอนผู้เขียนให้แม่พูดภาษาอีสาน กับบางตอนที่แม่เปลี่ยนมาพูดภาษากลาง  (ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญมาก) สำหรับบางคนอาจคิดว่านี่ไม่สมจริง แต่ตรงนี้แหละครับ ที่ชี้ว่า อำนาจในการเข้าถึงความจริง ไม่ใช่อยู่ที่การเข้าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตามเนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่่ตัวผู้เขียนต่างหาก และความสมจริงในโลกของภาษาและเรื่องเล่าในเรื่องนี้กำเนิดขึ้นมาจากจุดนี้ครับ 

 

นวนิยายหนาเกือบห้าร้อยหน้า ผมคงอธิบายความดีของมันได้ไม่ละเอียดถี่ถ้วน นอกจากชี้ชวนให้คุณๆหามาอ่านกันนะครับ 

ถ้าให้สรุปสั้นๆก็อย่างที่บอกครับ

 นวนิยายเรื่องนี้ได้เอาหัวใจผมไปแล้ว


 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
big smile big smile big smile

จะหาซื้อได้ไหมเนี๊ย sad smile

เดี๊ยวไปหาซื้ออ่านคะ ขอบคุณที่แนะนำหนังสืออีกเล่มคะbig smile
#1  by  freeda At 2009-07-23 11:48, 
นั่น ซื้อที่ไฮโซเสียด้วย
พี่ยังไม่เคยไป วานิลลา การ์เด้นท์เลยนะเนี่ยะ

ชอบเวลาที่ผู้เขียน ออกมาป้องปากบอกตัวละคร (ในวงเล็บน่ะ ) ดูเป็นอารมณ์ขันของคนเขียนดี
#2  by  grappa (58.9.193.246) At 2009-07-23 12:37, 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1248266361&grpid=01&catid=08
#3  by  prap and chai At 2009-07-23 14:48, 
คัดลอกมาให้ดูเลยครับ ลิงค์ที่prap and chai เอามาให้ดูข้างบน

คนเขียนเขียนดีนะครับ ไม่น่าเชื่อในสือกระแสหลัก ยังมีคนเขียนริวิวดีดีแบบนี้อยู่อีก หายากครับ

---------------------
วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 22:00:58 น. มติชนออนไลน์

"ลับแล, แก่งคอย": เรื่องเล่าว่าด้วยประวัติศาสตร์ของสามัญชนและการเมืองแห่งสุนทรียะ

โดย "บ๊อบบี้" และ "แบทแมน"

"ลับแล, แก่งคอย" คือผลงานนวนิยายของ "อุทิศ เหมะมูล" ซึ่งเพิ่งได้รับการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ.2552 แต่หากใครมีโอกาสได้อ่านนวนิยายความยาว 444 หน้าเล่มนี้จบลง ก็คงพบว่าเนื้อหาของหนังสือนั้นมีความน่าสนใจกว่าเครดิตการเข้าชิงรางวัลหรือการอาจได้รับรางวัลในอนาคตมากมายนัก

นวนิยายเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวชีวิต 3 ชั่วอายุคน นับจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาจนถึงกลางทศวรรษ 2530 ของสามัญชนครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตทั้งในด้านถูก-ผิด ดี-เลว สว่าง-มืด อย่างกลมกลึงไม่แบนราบเฉกเช่นชีวิตของมหาบุรุษผู้สูงส่ง

เรื่องราวของบรรดาตัวละครใน "ลับแล, แก่งคอย" ไม่ใช่เรื่องราวของกลุ่มคนที่เป็นชนชั้นนำของสังคมหรือแม้กระทั่งชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เป็นเรื่องราวที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตของสามัญชนจำนวนมากในสังคมไทย เพราะเป็นเรื่องราวซึ่งวนเวียนอยู่กับครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัว/พ่อเป็นคนเชื้อสายจีนที่ไม่สามารถไต่เต้าขึ้นไปมีสถานะเป็นเจ้าสัวผู้ยิ่งใหญ่ระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นได้ ทว่าเป็นเพียงผู้ใช้แรงงานที่ขยับตนเองจากการเป็นแรงงานภาคเกษตรในภาคเหนือตอนล่างมาสู่การเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดสระบุรี ขณะที่ฝ่ายแม่ก็เป็นหญิงชาวอีสานที่อ่านหนังสือไม่ออก บ้าหวย และเชื่อผี ซึ่งเดินทางมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในสระบุรีก่อนจะย้อนกลับไปยังอีสานอีกครั้งหนึ่ง

เส้นทางเดินใน 3 ชั่วอายุคนของครอบครัวหลักในนวนิยายเล่มนี้ได้พานพบทั้งแง่มุมเลวร้ายและแง่มุมงดงามของชีวิต จนเราสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็น "ประวัติศาสตร์" ของสามัญชนกลุ่มเล็ก ๆ ประวัติศาสตร์ที่เป็น "เรื่องเล่า" เรื่องหนึ่งอันเปรียบเสมือนส่วนเสี้ยวเล็กน้อยที่ถูกประกอบเข้าไปในประวัติศาสตร์สังคมไทยในภาพใหญ่ ซึ่งมิอาจถูกยึดกุมด้วย "เรื่องเล่าหลักเรื่องเดียวเรื่องเดิม" ที่มีสถานะเป็นดังสัจจะสูงสุดจริงแท้ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม อุทิศไม่ได้พยายามกล่าวอ้างว่า "เรื่องเล่า" ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของสามัญชนในนวนิยายของเขามีสถานะเป็น "ความจริงแท้" หรือ "สัจจะ" แต่อย่างใด ทว่าเรื่องเล่าดังกล่าวกลับมีสถานะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างเสริมเติมแต่งขึ้นมา ดังจะเห็นได้จากภาคที่สองของนวนิยายที่มีชื่อว่า "ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง" (ซึ่งชวนให้นึกถึงชื่อของหนังสือว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ที่มีความสำคัญมากที่สุดเล่มหนึ่ง) และเมื่อเรื่องราวของ "ลับแล, แก่งคอย" ดำเนินไปเรื่อย ๆ ก็ปรากฏว่า "เรื่องเล่า"ที่ถูกเล่าโดยตัวเอกในนวนิยาย/ลูกชายของครอบครัว กลับถูกปะปนด้วย "เรื่องลวง" เป็นจำนวนมากเสียด้วยซ้ำไป

ราวกับจะเป็นการบอกว่า "ประวัติศาสตร์"ทั้งหลายล้วนเป็น "เรื่องเล่า" ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งนั้น โดย "เรื่องเล่า" แต่ละเรื่องอาจมีความจริงและความลวงดำรงอยู่อย่างปะปนกันไป แต่ไม่มี "เรื่องเล่า" ใดที่จะมีสถานะเป็นความจริงแท้สูงสุด

ถ้า "เรื่องเล่า" จริง ๆ ลวง ๆ จำนวนมากมายกำลังปะทะสังสรรค์กันอยู่ในพื้นที่ของสังคมสมัยใหม่ ก็เป็นไปได้ว่าสัจจะความจริง ความถูก-ผิด หรือหลักจริยธรรม น่าจะไม่ใช่มาตรวัดที่ใช้ตัดสินปัญหาต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างทรงประสิทธิภาพสูงสุดอีกต่อไป สิ่งที่อุทิศพยายามเสนอในลับแล, แก่งคอย ก็คือ เราอาจต้องพึ่งพามาตรวัดอื่น ๆ เช่น "ความงาม" ในกรณีของนวนิยายเรื่องนี้ มาใช้วินิจฉัยหรือทำความเข้าใจกับปัญหาต่าง ๆ ในสังคม เพราะหากพิจารณาให้ดีแล้ว เรื่องเล่าลวง ๆ คงไม่ได้หมายถึงความผิดเท่านั้น ทว่าหมายถึงความงามที่ถูกผู้เล่าเรื่องสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาด้วย

เนื่องจาก "ความงาม" คือ หลักเกณฑ์ทางสุนทรียศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาตามรสนิยมอันแตกต่างหลากหลายของปัจเจกบุคคลแต่ละคนหรือกลุ่มคนแต่ละกลุ่ม ดังนั้น สำหรับโลกยุคปัจจุบันที่ความถูก-ผิดไม่สามารถจะถูกตัดสินได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป "ความงาม" อันหลากหลายเหล่านั้นจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนที่มีรสนิยมและความเชื่อต่างกันสามารถเข้ามาปะทะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ โดยมี "ความงาม" เป็นสื่อกลาง อย่างปราศจากการพยายามจะหักโค่นล้มทำลายฝ่ายตรงข้ามที่ถูกตัดสินว่าเป็นผู้มีความผิดโดยสิ้นเชิง

คล้ายอุทิศกำลังบอกเราผ่านนวนิยายของเขาว่า การจัดการกับความแตกต่างหลากหลายในปัจจุบันอาจต้องพึ่งพา "การเมืองแห่งสุนทรียะ" ยิ่งกว่าการเมืองแห่งสัจจะหรือจริยธรรม/จริยศาสตร์ เห็นได้ชัดจากคำโปรยก่อนขึ้นแต่ละภาค (บท) ของ "ลับแล, แก่งคอย" ที่อุทิศอ้างอิงมาจากข้อความของวรรณกรรมมีชื่อระดับนานาชาติ ซึ่งเป็น "เรื่องเล่า" หลากหลายเรื่องราวที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้มีความงดงาม (หรือเป็นสุนทรียะที่ถูกสร้างขึ้น) อันสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับ "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" นวนิยายรางวัลซีไรต์ของวินทร์ เลียววาริณ ที่ผู้เขียนมักจะอ้างอิงหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาขึ้นมานำหน้าแต่ละบทของนวนิยาย กระทั่งดูเหมือนว่าการต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นเนื้อหาหลักของนวนิยายเล่มดังกล่าว ช่างเป็นสิ่งที่สกปรกผิดบาปเสียเหลือเกินหากเปรียบเทียบกับหลักธรรมคำสอนเหล่านั้น ซึ่งเป็นดังหลักยึดเหนี่ยวที่มีสถานะเป็นสัจจะหรือความดีสูงสุด

ทั้งนี้ ความเชื่อในเรื่องการเมืองแห่งสุนทรียะที่ปรากฏในนวนิยายเล่มนี้ก็ไม่ได้ดำเนินไปเพื่อมุ่งมั่นจะหักล้างทำลายการเมืองที่ยึดมั่นในสัจจะหรือความดีสูงสุด เพียงแต่ประกาศตัวขึ้นมาท้าทาย เพราะพื้นที่ในสังคมสมัยใหม่ได้เปิดโอกาสให้แนวคิดเหล่านี้สามารถปะทะสังสรรค์กันได้ ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งมุ่งทำลายล้างอีกฝ่าย เห็นได้จากการที่ตัวเอกของเรื่องผู้เสนอว่า ความลวงอาจไม่ใช่ความผิด หากแต่คือความงาม ก็ยังคงนับถือหลวงพ่อพระป่าผู้ยึดมั่นในสัจจะสูงสุด เป็น "ครู" คนแรกของเขา แม้ต่อมาเขาจะได้พบปะกับ "ครู" หรือองค์ความรู้อื่น ๆ อันแตกต่างหลากหลายที่ทำให้เขาได้เข้าใจแง่ลวงอันงดงามของชีวิตก็ตาม

ตัวเอกของ "ลับแล, แก่งคอย" ที่เป็นผู้เล่า "เรื่องเล่า"ของสามัญชนที่ถูกสร้าง/แต่ง/เขียนขึ้นอย่างจริง ๆ ลวง ๆ ดี ๆ เลว ๆ เพื่อนำมาปะทะสังสรรค์กับ "เรื่องเล่า" แบบอื่น ๆ (และอาจรวมถึง "เรื่องเล่าหลัก" ของสังคม) จึงไม่ได้พยายามเอ่ยอ้างว่าตนเองยึดโยงอยู่กับความจริงกว่า ถูกต้องกว่า และมีจริยธรรมหรือคุณธรรมมากกว่า ทว่าเขากำลังสร้างประดิษฐกรรมที่มีความงดงามออกมา แล้วพยายามท้าทายผู้สร้าง "เรื่องเล่า" อื่น ๆ ว่าให้มาปะทะแข่งขันกันโดยมี "ความงาม" เป็นมาตรวัด/หลักเกณฑ์/ตัวกลางสำคัญ

หากคิดตามบทสรุปของ "ลับแล, แก่งคอย" หลักคิดที่เชื่อในเรื่อง "ความจริง ความดี ความงาม" อาจยังคงดำรงอยู่ ทว่าคงมิได้มีสถานะเป็นสัจจะสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนหลากหลายอีกต่อไป เพราะอย่างน้อยหลักคิดดังกล่าวก็ยังถูกยั่วล้อท้าทายอย่างย้อนแย้งโดยความเชื่อใน "ความลวง ความดี ๆ เลว ๆ และความงาม" ที่ปรากฏอยู่ในนวนิยายเล่มนี้

นี่อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้สร้างผลงานวรรณกรรมยุคใหม่ พยายามหยิบยื่นให้แก่สังคมไทยร่วมสมัยซึ่งกำลังเผชิญหน้าอยู่กับปัญหาซับซ้อนหลากหลายรายรอบด้าน
#4  by  N.P At 2009-07-23 16:36, 
double wink ของเขาดีจริงๆ
#5  by  sofa At 2009-07-23 17:43, 
นวนิยายเรื่องนี้ก็ได้เอาหัวใจผมไปด้วยเช่นกันครับ

วิธีและสำนวนการเขียนของอุทิศ ดังที่ยกตัวอย่างมาในฟ็อนท์สีเทา เป็นสิ่งที่เขย่าหัวใจผมตลอดเวลาที่อ่าน ผมชื่นชมหลงใหลเวลาที่เขาบอกเล่าถึงความชั่วร้ายมืดมนต่างๆ

"โบยตี" ช่างเป็นคำที่ตรงกับความรู้สึกจริงๆ ครับ

ให้บังเอิญ ที่ผมก็อัพบล็อคถึงเรื่องนี้เช่นกัน
#6  by  eak early : เอกเช้า At 2009-07-23 21:32, 
กำลังคิดว่า แบทแมนและบ๊อบบี้ คือ prab and chai หรือเปล่าน้อ
#7  by  grappa (115.87.129.166) At 2009-07-23 23:16, 
อ่านจบที่แนะนำมาอีกรอบ

ยั่วน้ำลายไม่ใช่เล่นงะ

หาจากไหนได้งะ(พรุ่งนี้แม่จะเดินหาให้ทั่วร้านหนังสือทุกที่ในเชียงใหม่เลย)

ขอบคุณนะคะbig smile
#8  by  freeda At 2009-07-23 23:34, 
เห็นชมหลายคนแล้วครับ ผมคงต้องไปหามาพิสูจน์ด้วยตัวเองบ้างแล้วครับ

ขอบคุณกับการแนะนำครับ
#9  by  Seam - C At 2009-07-23 23:59, 
ไม่รู้แถวเชียงใหม่มีหรือยังเนาะ..เสาร์อาทิตย์นี้เข้าเมืองจะลองไปเลียบ ๆ เคียง ๆ ตามร้านหนังสือดูนะคะ..ขอบคุณสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือดี ๆ อีกเล่มาค่ะ..big smile
#10  by  Kiss The Rain At 2009-07-29 19:58, 
ได้รางวัลซีไรท์จริง ๆ ด้วย
#11  by  ผ่านมา (58.147.59.177) At 2009-08-18 19:12, 
อยากอ่านมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆ
#12  by  ป้อมแป้ม (114.128.197.11) At 2009-08-19 10:47, 
น่าอ่านม๊ากมาก
เลยค่า
#13  by   (119.42.102.61) At 2009-09-15 15:22, 
กำลังจะทำงานภาษาไทยเรื่องนี้พอดีค่ะbig smile
#14  by  เปียโน (125.26.129.51) At 2009-10-02 19:42, 
สวัสดีคะ
น้องอยู่ภูเก็ตอ่านแล้วสนุกมากอินกับการอ่านและเพลินทำให้ลุ่นตลอดเวลา
ตอนนี้น้องทำภาคนิพนธ์เรื่องนี้อยู่น้องอยากให้พี่ช่วยบอกนิสัยเกี่ยวกับตัวละครหน่อยคะน้องจะเอามาใส่ในงานคะ
ขอบพระคุนเป็นอย่างสูงนะคะ
saranya511@hotmail.com

#15  by  saranya (119.42.86.189) At 2009-10-16 15:44, 
สวัสดีคะ
น้องอยู่ภูเก็ตอ่านแล้วสนุกมากอินกับการอ่านและเพลินทำให้ลุ่นตลอดเวลา
ตอนนี้น้องทำภาคนิพนธ์เรื่องนี้อยู่น้องอยากให้พี่ช่วยบอกนิสัยเกี่ยวกับตัวละครหน่อยคะน้องจะเอามาใส่ในงานคะ
ขอบพระคุนเป็นอย่างสูงนะคะ
saranya511@hotmail.com

#16  by  saranya (119.42.86.189) At 2009-10-16 15:48, 
#17  by   (118.173.41.82) At 2009-10-24 22:25, 
ได้อ่านแล้วสนุกมากเลยค่ะ
#18  by   (125.26.177.65) At 2009-10-25 15:10, 

<< Home

Creative Commons License