ใกล้รุ่งสาง ข้างนอกฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยามคำ่
ลมเย็นๆ หลายระลอกลอบเข้ามาในอาคาร
ความเย็นของอากาศทำให้มนุษย์ผู้โดดเดี่ยวรู้สึกอ้างว้างเพียงเล็กน้อย
ก่อนที่บางอย่างจะผุดเข้ามาในห้วงคำนึง และมันพาให้ร่างกายรู้สึกอุ่นวาบขึ้นอย่างน่าประหลาด
เวลาอยู่ในที่อากาศหนาวเย็น ไม่ว่าเป็นที่ใด ผมกลับหวนระลึกถึงวันเวลาที่เรากางกระโจม นั่ง
ผิงไฟอยู่บนภูเขา ไม่ภูหินร่องกล้าก็เป็นน้ำหนาว ทุ่งแสลงหลวงหรือภูสอยดาว กระทั่งภูชีฟ้า
เราไปยังที่เดิมๆ เหล่านั้นบ่อยมาก ไปกับกลุ่มเพื่อนเดิมๆ สถานที่เหล่านั้นดูคล้ายเป็นที่เยียวยาจิตใจ ของเรา
ออกจากเมืองพิษณุโลกไปไม่เท่าไร เราก็เดินทางไปถึงที่นั้นๆ ได้ไม่ยาก
และหลายๆครั้ง เวลาที่เราไปเซอรเวย์หาที่ออกค่าย เราก็แกล้งไปเฉียดๆ หาที่เที่ยวกันต่อ
บางครั้งนึกครึ้มๆ หลังจากนอนเล่นนั่งเล่นกันที่ชมรม เราก็ชักชวนแบกเป้หิ้วถุงนอนกันออกมา
เมื่อมองจากวันนี้ ผมดีใจที่ เรา ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น
เรา-ซึ่งหมายถึงนิสิตต่างคณะ ต่างที่มา แต่มารู้จักรู้ใจกันที่ชมรมค่ายอาสา ผ่านห้วงเวลาทุกข์ สุข ทะเลาะเบาะแว้ง
ตลอดหลายปีที่เราไปออกค่าย ผมจำไม่ได้แล้วว่าเราไปสร้างอะไรไว้ที่ไหนบ้าง
แต่บอกได้อย่างแท้จริงว่า ที่เหล่านั้นนั่นเองที่ สร้าง-เพื่อน-ให้กับเรา
มีคนเคยบอกไว้ คำว่า เพื่อน เป็นสิ่งไม่จำเป็นต้องมีมาก แต่เมื่อมีแล้วจะมีตราบจนชั่วชีวิตทีเดียว
ลมเย็นๆ พัดผ่านพ้นไป ผมหวนคิดถึงเพื่อนๆ ที่ห่างไกล...
สืบ - เมื่อออกค่ายซัมเมอร์แรก สืบได้ฉายา สิงห์คะนองนา ด้วยความที่ได้ขับรถไถเป็นครั้งแรก รถไถนาไม่ใช่สิ่งที่ขับกันได้ง่ายๆ
เหมือนรถบังคับ เขาจึงต้องไปนอนคลุกฝุ่นตามกฎแรงโน้มถ่วงของโลก (สืบเรียนเอกฟิสิกส์ คณะวิดยา)
สืบเป็นคนโผงผางขวานผ่าซาก เป็นนักทำมากกว่านักคิด สืบจึงทนการประชุมถกเถียงกันนานๆ ของพวกเราในชมรมไม่ค่อยได้
(ตอนนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรกันสักอย่าง ต้องประชุมแล้วประชุมอีก) เป็นพวกมุทำไปก่อนค่อยมาแก้ข้อผิดพลาด แต่กระนั้นเขาก็รับผิดชอบงานของตัวเองเป็นอย่างดีในแบบของเขา เมื่อเรียนจบแล้วสืบยกรถมอเตอรไซค์สีแดงของมันให้ผมใช้ (ผมต้องเรียนนานกว่าคณะอื่น 2 ปี ) รถของมันมีชื่อด้วยนะ ชื่อ undertaker ตั้งชื่อตามนักมวยปล้ำ ความที่เป็นคนตรงไปตรงมาของสืบนี่เอง ต่อมามันได้ช่วยให้ผมผ่านพ้นเวลาอันยากลำบากบางเรื่องมาได้
(กูยังสงสัยอยู่ถึงวันนี้ ตอนนั้นมึงเข้าใจที่กูพูดป่าววะ)
สืบมีแฟนตั้งแต่อยู่ปีหนึ่งและคบกันจนถึงปีสี่ แล้วก็แต่งงานกัน มีลูกด้วยกันหนึ่งคน
ด้วยอุบัติเหตุ ตอนนี้สืบเป็นพ่อม่ายลูกหนึ่ง( ชื่อว่าน้องผ้าห่ม) ตอนนี้สืบเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนเอกชน (ที่รวมของเด็กเหลือขอประเภทต่างๆ) เป็นครูจอมโหด (เด็กๆเรียกสืบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า)
เป็นครูพี่เลี้ยงเอาเด็กเกกมะเรกไปแข่งประกวดจรวดน้ำ เป็นคนที่ต้องไปนอนเฝ้าลูกศิษย์ที่บาดเจ็บเพราะตีกัน ทุกวันนี้ สืบยังคงโทรมาเล่า
เรื่องลูกศิษย์ของเขาเสมอๆ
เม่น- เม่นเป็นคนจริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเรื่องเรียน (เม่นเรียนคณะเดียวกับสืบ ) เรื่องกิจกรรม(ในชมรม) เรื่องเล่น(ฟุตบอล) แม้กระทั่งเรื่องจีบสาว
เม่นก็ดูเหมือนจะมีเรื่องเครียดได้ตลอดเวลา อาจจะเป็นด้วยเพราะเขาเป็นลูกคนโต ในครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นครูที่เข้มงวด (เอ๊ะ - ผมก็เป็นเหมือนเม่นนี่นา)เม่นเป็นคนพูดเพราะ เวลาพูดกับสาวๆหรือเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ ที่ไม่ได้คบหากันมาตั้งแต่ชั้นประถมอย่างสืบกับพี่โหน่ง เม่นจะแทนตัวเองว่า เค้า ทุกคำ แม่ของเม่น เป็นนักอ่านตัวยง พ่อกับแม่ของเม่นนับได้ว่าเป็นครูผู้มีอุดมการณ์ ไปเป็นครูบนดอยที่อำเภอฝางเสียตั้งหลายปี จนเมื่อมีเม่นนี่แหละจึงได้ย้ายกลับพิษณุโลก ผมชอบไปบ้านเม่น บางครั้งนึกสนุกก็ขี่อมอไซต์ไปเล่นกัับหมาที่บ้านเม่น หมาชื่อสีน้ำ สีฝุ่น ชื่อซิมบ้า ตอนหลังเมื่อเม่นไปเรียนต่อที่ มช แล้ว ผมก็ยังคง ชอบไปพูดคุยกับพ่อแม่เขา สนุกดี สนิทกับบ้านนี้ จนต่อมาพ่อแม่ของผมก็รู้จักกับพ่อแม่ของเม่น (นี่ถ้าเม่นหรือผมเป็นผู้หญิง เราคงได้แต่งงานกันไปแล้ว)
หลังจากแต่งงานไปกับสาวสวย เม่นไปเรียนต่อที่อเมริกา แล้วก็กำลังจะกลับมาเป็นดอกเตอร์ด้านฟิสิกส์
ป๋อง - เพื่อนไม่ไม่เคยมองเป็นผู้หญิงมาก่อน จนผมรู้ว่าป๋องไปชอบผู้ชายคนหนึ่ง ป๋องเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องการก่อสร้างมากที่สุด การถอดแบบ คำนวณ
เหล็ก อิฐ ปูนอะไรพวกนี้ เป็นผู้หญิงที่เฟอร์เฟคมากหากคนเราไม่ตัดสินผู้หญิงในเรื่องความสวยงามหละนะ
ป๋องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว เป็นที่พึ่งให้กับน้องๆ ในชมรมได้ (ในเรื่องแบบผู้หญิงๆอะไรแบบนั้น) ตอนอยู่ในค่าย เราเหมือนเป็นไม้่เบื่อไม้เมากัน
มันชอบแกล้งเพื่อนผู้ชาย โดยเฉพาะผม ตอนหลังเราจึงรู้ว่านั่นเป็นวิธีแสดงความห่วงใยในแบบของมัน
ตอนนี้ป๋องทำงานกองกิจการนิสิต ในมหาลัย ที่ทำงานอยู่ใกล้ๆกับชมรมอาสา
และดูคล้ายว่ากำลังมีความรัก
ซัน เป็นเพื่อนสนิทของสืบ ผมเจอซันครั้งแรกที่ค่ายซัมเมอร์ อาจจะเป็นตอนปีสอง
บ้านของซันอยู่เชียงราย หลังจากจบค่าย วันชวนผมไปเที่ยวบ้าน ที่อำเภอแม่สรวย
ช่วงนั้นมีงานสลากภัตร มันหลอกผมว่า ไปบ้านไหนถ้าเขาให้กินเหล้าก็ต่้องกิน
สรุปว่าคืนนั้นผมกินเหล้าไปหลายแก้ว ขณะที่ตระเวณไปตามบ้านเพื่อนคนนั้นคนนี้ของซัน
เป็นการเมาครั้งแรกในชีวิต รู้สึกตัวอีกทีโดนหามส่งบ้าน แล้วโลกมันก็หมุนๆไม่ยอมหยุด กระนั้นซันก็ออกไปตระเวณต่อ คอแข็งมาก
คอแข็งแต่ใจอ่อน โดยเฉพาะกับรุ่นน้องสาวๆ เป็นคนมีน้ำใจ ไปไหนก็จะซื้อของมาฝากเพื่อนๆ และสาวๆ จนครบทุกคน ซันเป็นเจ้าแห่งของฝาก ค่าที่มันไปแม่สายบ่อยๆ
ตอนนี้ซันเป็นอาจารย์สอนที่ม.นเรศวร วิทยาเขตพะเยา และหวังว่ายังจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนักศึกษา(สาวๆ) อย่างเลยเถิด
โก้ โก้เรียนเอกฟิสิกส์เหมือนกัน และมันชักชวนให้ผมเข้าร่วมขบวนการนั่งสมาธิของมัน
(ตอนนั้นเป็นแฟชั่นระบาดในเด็กวิดยา) นอกจากอาณาปนัสสติ ยังมีอีกหลายแนวทาง
ที่มันชวนผมไป เช่ มโนมยิทธิ (นั่งแล้วเห็นสวรรค์ นรก) สวดพานยักษ์ นั่งแบบธรรมกาย
แต่พอไปศึกษาได้สักพัก โก้ก็กลับมาแนวทางกำหนดลมหายใจแบบเดิม แบบนั่งสมาธิก่อนนอน ฟังเทปธรรมะของท่านพุทธทาส โก้ไม่ชวนเพื่อนไปเที่ยวไหน แต่จะชวนไปปฏิบัติธรรมที่วัด
ตอนนี้โก้ทำงานบริษัทด้านการเงินอยู่ที่โคราชบ้านเกิด แต่งงานแล้ว เดาว่าอีกหน่อยอาจจะหนีไปบวชได้
แท้ -ชื่อแท้ นามสกุล นามแก้ว พื้นเพจังหวัดพะเยา ใส่แว่นตากรอบหนาดูคงแก่เรียน แท้เป็นคนตรงไปตรงมา ยึดถือความถูกต้องเสมอ และกล้าพูดในสิ่งที่คนอื่นอาจไม่กล้าพูด โดยไม่กลัวใครเลย แต่บางครั้งความตรงไปตรงมาแบบซื่อๆ ก็ทำให้เราขำขำได้เหมือนกัน แท้เป้นคนเดียวที่รักไม่ยุ่งมุ่งแต่เรียน ตามแนวคิดของเขา แต่พอบทจะมีแฟนก็กลับมีแฟนสวยหวานเป็นรุ่นน้องคณะพยาบาลจนเพืือนๆ อิจฉา เำพราะไม่คิดว่า แท้จะมีแฟนได้
ตอนนี้แท้เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนมัธยมที่พะเยา
เขียนมาถึงตอนนี้ก็กลับไปค้นข้อมูลดูในเนท ไม่รู้ว่าชมรมจะเป็นยังไงมั่ง ปรากฏว่าชมรมมีไฮไฟว์ด้วยแฮะ
ในนั้นระบุกำหนดวันคืนสู่เหย้าชาวอาสา ตั้งใจว่าจะไปร่วม หลังจากที่ไม่เคยไปหลายปีผ่าน
ปีนี้จัดวันที่ 22 พย (ทุกปีมันจัดธันวานี่นา ) ตอนนั้นผมจะไม่อยู่เมืองไทยซะด้วย ปีนี้ก็คงไม่ได้อีกไปอีกแล้ว
---คิดถึงพวกมึงว่ะ--
คำว่า"เพื่อน" มีความหมาย มากมายนัก
